‘คมนาคม’ เร่งถก ‘โฮปเวลล์’ ขอลดดอกเบี้ย-ยืดชำระหนี้

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร หรือโครงการโฮปเวลล์ เป็นโครงการที่มีข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่เป็นคู่สัญญากับบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มาตลอดตั้งแต่ลงนามเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2533 จนนำมาสู่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2540

ข้อพิพาทดังกล่าวได้ข้อสรุปเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงคมนาคม ร.ฟ.ท.ดำเนินการตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยจ่ายเงินชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ภายใน 180 วัน

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศว่าพบหลักฐานใหม่ที่จะทำให้ ร.ฟ.ท.นำมาสู้คดีได้ โดยย้ำนโยบายการบริหารงานที่จะไม่มีค่าโง่ในรัฐบาลนี้ กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้อัยการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา

แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาคดีได้ และเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่ถือว่ามีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ซึ่งต่อมากระทรวงคมนาคมได้ยื่นอุทธรณ์คำขอให้ฟื้นคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

  • ‘คมนาคม’ ดิ้นสู้คดีทุกทาง

กระทรวงคมนาคมยังมีความพยายามที่จะต่อสู้คดีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยก่อนที่จะครบกำหนดการเริ่มบังคับคดีในวันที่ 19 ต.ค.2562 ได้มอบหมายให้ ร.ฟ.ท.เดินหน้าทางกฎหมายในคดีให้ถึงที่สุด เพราะถ้าต้องจ่ายเงินชดเชยจะต้องให้กระทรวงการคลังตั้งวงเงินงบประมาณ

สำหรับประเด็นที่ใช้ต่อสู้ 12 ประเด็น เช่น 1.การตรวจสอบพบว่าการทำสัญญาลงทุนโครงการนี้ ไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากก่อนหน้าของการเจรจาทำสัญญา ร.ฟ.ท.และกระทรวงคมนาคม จะต้องทำสัญญากับบริษัทโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ตามมติ ครม.ที่เห็นชอบเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2532 แต่เมื่อถึงวันลงนามกลับลงนามกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งอาจเป็นการทำสัญญาที่ไม่ได้มีมติเห็นชอบจาก ครม.

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *