ตลท.มองโค้งสุดท้ายมีแต่ปัจจัยบวก เชื่อต่างชาติยังสนใจเข้าลงทุน

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ตลท.มองโค้งสุดท้ายมีแต่ปัจจัยบวก  เชื่อต่างชาติยังสนใจเข้าลงทุน

Hightlight

  • คาดเม็ดเงินเข้าซื้อกองทุน 30,000 ล้านบาท
  • ช่วงไฮซีซั่นส่งออก-ท่องเที่ยว
  • ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน “ฟันด์โฟลว์” ไหลออก 0.09% ของมาร์เก็ตแคป
  • เชื่อ EEC เป็นจุดขายจุดใหม่ของประเทศ

 

 

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2562 ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน โดยคาดว่าในช่วงที่เหลือนี้ จะมีเม็ดเงินอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท เข้าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งต้องรอจับตาดูอีกครั้ง

 

 

รวมทั้งยังมีปัจจัยบวกจากการประเมิน MSCI ที่คาดว่าจะมีหุ้นเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อดัชนีด้วย ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งปกติจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและส่งออก โดยการส่งออกจะเร่งส่งมอบในช่วงเดือน พ.ย.นี้ แต่ยังคงต้องจับตาดูว่าสงครามการค้าจะมีผลกระทบหรือไม่ เพราะประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ยังถือเป็นปัจจัยที่ยังต้องติดตามในระยะต่อไป  แต่ในช่วงปี 2563 จะมีการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงมองว่าคงจะจบลงได้ แต่ต้องรอดูอีกว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงได้ในช่วงไหน

 

 

ส่วนกรณีที่ต่างชาติยังคงขายสุทธินั้น โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (8 พ.ย.62) ต่างชาติขายสุทธิประมาณ 541 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียง 0.09% ของมาร์เก็ตแคป โดยมองว่า เป็นการขายทำกำไร โดยสัดส่วนการถือครองของต่างชาติยังอยู่ในระดับ 30% โดยอยู่ในระดับนี้มา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติยังมองตลาดหุ้นไทยน่าสนใจ เนื่องจาก ตลาดหุ้นไทยมีนักลงทุนและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมทั้งยังมี Story เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมองว่า โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) จะถือเป็นจุดขายจุดใหม่ของประเทศ ซึ่งทั้ง 5 โปรเจค ได้เดินหน้าหมดแล้ว

 

สำหรับในเดือนตุลาคมผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิด้วยมูลค่าที่ลดลงจากเดือนก่อนเช่นเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในเอเชีย จากความขัดแย้งทางการค้ามีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับการขยายระยะเวลาการลงมติ Brexit และในช่วง 10 เดือนแรกของปี มูลค่าระดมทุนไทยสูงสุดในภูมิภาคหลังจากการเข้าซื้อขายของ บมจ. แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ซึ่งมูลค่าระดมทุนสูงสุดในภูมิภาคในปี 2562

 

 

โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 ปิดที่ 1,601.49 จุด ลดลง 2.2% จากสิ้นเดือนก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2.4% จากสิ้นปี 2561 โดยกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มบริการให้ผลตอบแทนมากกว่า SET Index ในเดือนตุลาคม 2562 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 7,914 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากเดือนก่อน ส่วนมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai ในเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ 52,059 ล้านบาท ลดลง 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่ Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 16.6 เท่า และ 18.5 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.9 เท่า และ 15.9 เท่าตามลำดับ ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 3.14% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ MSCI Emerging Market ที่อยู่ที่ 2.86%

 

ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ 17.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากสิ้นปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของดัชนี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 มูลค่าการระดมทุนในตลาดแรก (IPO) ของไทยอยู่ที่ระดับ 67,071 ล้านบาท สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเดือนตุลาคม 2562 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 375,709 สัญญา ซึ่งลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *