โฟกัส “Performance” ที่ดีสม่ำเสมอใน ‘ระยะยาว’

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

โฟกัส “Performance” ที่ดีสม่ำเสมอใน ‘ระยะยาว’

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันอีกแล้ว เป็นเวลาของ ‘กองทุนประหยัดภาษี’ สำหรับนักลงทุนที่สามารถจะใช้ประโยชน์ตรงนี้ได้ ที่สำคัญปีนี้ก็ถือเป็นปีสุดท้ายแล้วกับ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ คุณยังลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ถึงสิ้นปี2019 นี้ได้

           
การลงทุนระยะยาวใน ‘หุ้น’ ยังคงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ หรือเงินฝาก แม้ใน ‘ระยะสั้น’ อาจจะมีความผันผวนที่สูงกว่า แต่ก็ชดเชยด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่าใน ‘ระยะยาว’ จากข้อมูลของ ‘Morningstar’ (ณ วันที่ 30 ก.ย. 19) ย้อนหลัง 10 ปี ‘กอง LTF’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.05% ต่อปี ในขณะที่ ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ ที่ลงทุนในหุ้นก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.40% ต่อปี ซึ่งยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

“ด้วยตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยระดับนี้จะทำให้เงินลงทุนของคุณโตขึ้นเป็น 2 เท่า (กฎของเลข 72) ในระยะเวลาเพียง 8 ปี เท่านั้น นี่ก็เพียงพอให้คุณสะสมความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการลงทุนในหุ้นแล้ว ยังไม่ต้องนับรวมประโยชน์ทางภาษีที่เป็น ‘แต้มต่อ’ ให้อีก 5-35% ตามฐานภาษีของผู้ลงทุนแต่ละคนเพิ่มเติมเข้าไปอีกด้วย”

 

“ปรัชญาการลงทุน”…ที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

         
ปัจจุบันมี ‘กอง LTF’ ทั้งหมด 93 กอง มี ‘กอง RMF’ อีก 216 กอง เฉพาะ ‘กอง RMF-หุ้น’ มีอยู่ 91 กอง แล้วคุณจะเลือกลงทุนกับกองทุนไหนดีล่ะ? การเลือกกองทุนจึงอาจกลายมาเป็นหนึ่งใน ‘ความเสี่ยง’ ในการลงทุนของคุณโดยไม่ตั้งใจ ทราบหรือไม่ว่ากองทุนที่มีผลงานดีสุดและแย่สุดนั้น ผลงานต่างกันเฉลี่ย 10% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าเลือกกองทุนผิดผลลัพธ์ในบั้นปลายที่คุณคาดหวังอาจ ‘แตกต่าง’ ออกไป

           
ลองหลับตานึกภาพตาม เงินลงทุน 1,000 บาท กับผลตอบแทนที่ต่างกัน 10% ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี  เวลา 10 ปี เงินคุณจะโตเป็น 4,046 บาท แต่ด้วยผลตอบแทน 5% เงินคุณจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,629 บาท เท่านั้น ต่างกันประมาณ 148% เลยทีเดียว

           
หากพูดถึงการลงทุน ‘ระยะยาวในหุ้น’ หนึ่งในบลจ.ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็คือ“บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)” ซึ่งเป็นหนึ่งในบลจ.ต่างชาติยุคแรกที่เข้ามาเริ่มต้นธุรกิจกองทุนในไทยตั้งแต่ปี1996 ซึ่งในยุคนั้นอาจจะรู้จักกันในชื่อของ ‘บลจ.นครธน ชโรเดอร์’ นั่นเอง และยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาการลงทุนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโลกตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี ในไทย ที่เชื่อมั่นการลงทุนแบบเชิงรุก (Active Management)

           
“ดังนั้น ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ จึงไม่ใช่บลจ.หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมกองทุนของไทยแต่ประการใด ในทางตรงข้ามกลับเป็นบลจ.ที่มีบุคลิกและสไตล์การลงทุนที่ชัดเจน และแตกต่างจากบลจ.อื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นบลจ.ที่สะท้อนปรัชญาการลงทุนของตัวเองเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ต่อเนื่อง และชัดเจนที่สุดในไทยบลจ.หนึ่งเลยทีเดียว”

เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อนึกถึง ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ ไม่ว่าในช่วง 24 ปีก่อน หรือในปัจจุบันก็ตาม คุณจะนึกถึงการลงทุนในตัวบริษัท เป็นการลงทุน ‘ระยะยาว’ จริงๆ 3 – 5 ปี และในหุ้นบางตัวถือมามากกว่า 10 ปี ก็ยังคงถืออยู่ก็มีเช่นกัน การลงทุนที่ไม่ได้อิงกับดัชนีเทียบวัด (Benchmark) แต่ให้ความสำคัญกับตัวบริษัทที่ลงทุนเป็นสำคัญ ดังนั้น หุ้นในพอร์ตจึงมีหุ้นที่ต่างไปจาก Benchmark (Active Share) ค่อนข้างมากบลจ.หนึ่งของไทยเช่นเดียวกัน

“กระบวนการเลือกหุ้นของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ จะใช้เกณฑ์ของ “คุณภาพ (Quality)” และ “มูลค่า (Value)” เป็นสำคัญ ในเชิงคุณภาพนั้น จะโฟกัสไปในโมเดลการทำธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainability)  สามารถสร้างผลกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวมไปถึงวิสัยทัศน์ และธรรมาภิบาลของผู้บริหาร (Corporate Governance) ฐานะในอุตสาหกรรม จากนั้นจึงค่อยมาวิเคราะห์ในเชิง ‘ปริมาณ (Quantity)’ ต่อว่าความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถในด้านการเงินเป็นอย่างไร ดูว่าบริษัทมีกระแสเงินสด การก่อหนี้ และประสิทธิภาพในการทำกำไรเป็นอย่างไร”

หุ้นที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ ก็จะเข้ามาอยู่ในตะกร้าหุ้น (Universe) แล้วก็จะไปพิจารณาดูในเรื่องของราคาต่อไป คุณภาพดี แต่ราคาแพงก็ไม่ผ่าน จะต้องได้ทั้ง ‘คุณภาพ’ และ ‘ราคา’ นั่นคือหุ้นที่เข้าเกณฑ์การลงทุนที่จะไปพิจารณาเพื่อลงทุนต่อไป เป็นลักษณะของการวิเคราะห์เชิงลึกหุ้นรายตัว (Bottom-up) เพื่อเน้นผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ

และเหตุผลที่จะขายก็จะมาจาก 2 เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่ปกติการลงทุนในหุ้นของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ คือ ถือไปเรื่อยๆ ไม่ได้มี Time Frame หรือเวลามากำหนดว่าเราต้องขาย ถ้าบริษัทยังดีอยู่ คือคุณภาพและราคายังมีอัพไซด์ ก็ยังถือต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ ‘ทีมผู้จัดการกองทุน’ ต้องทำการบ้านอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“สำหรับใครที่กำลังมองหา ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ เพื่อลงทุนสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับตัวเองอยู่นั่น เรามี 2 กองทุนดาวเด่นเป็นคู่ดูโอประหยัดภาษี LTF-RMF ของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ มาแนะนำกัน ไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่า” 

“กอง ABLTF”…โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอระยะยาว

         
จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถเลือกกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวระดับ 10% ต่อปีได้ ไม่ต้องเป็น The Best แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะทำให้เงินลงทุนของคุณโตเป็น 2 เท่า ด้วยเวลาเพียง 7.2 ปี เท่านั้น

           
“กองทุนเปิดอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด หุ้นระยะยาว (ABLTF)” เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยผลตอบแทนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ณ 28 ต.ค. 2004) ถึงสิ้นไตรมาสที่3/19 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.00% ต่อปี ดัชนีเทียบวัด (SET TRI) อยู่ที่ 10.85% ต่อปี ในขณะที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าอยู่ที่ 16.19% ต่อปี ดัชนีเทียบวัดอยู่ที่ 18.63% ต่อปี

           
“ผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดในระยะยาว จึงทำให้ ‘ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง’ ดี คุ้มค่าแก่การลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง”

           
ด้วยนโยบายการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ‘ไม่น้อยกว่า 65%’ ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ฟังดูง่ายๆ แต่ ‘เหตุ’ ที่มานั่นไม่ง่ายเลย จากความเชื่อในเรื่องของการตัดสินใจลงทุนที่ดีเกิดได้จากการวิเคราะห์ที่ดี ‘ผู้จัดการกองทุน’ ที่นี่จึงต้องทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ไปในตัว ต้องออกไปเยี่ยมชมบริษัทไม่ต่างกับทีม ‘นักวิเคราะห์’ ซึ่งแต่ละปีมีการ Company Visit ประมาณ 100-120 บริษัทต่อปีเลยทีเดียว

 
“จึงไม่น่าแปลกใจว่า… ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ จะมีหุ้นที่ออกไปค้นหาและทำบทวิเคราะห์เองที่เรียกว่า ‘First Hand Reserch’ มากกว่าหุ้นที่โบรกเกอร์ขนาดใหญ่วิเคราะห์กันเสียอีก และใช้การวิเคราะห์ของตัวเองเป็นหลักในการเลือกหุ้นรายตัวและสร้างพอร์ตการลงทุน ด้วยความมีวินัยในการทำการวิเคราะห์วิจัยอย่างสม่ำเสมอ เพราะหุ้นทุกตัวที่จะลงทุนได้ ต้องผ่านการ Company Visit แล้วเท่านั้น และนี่คือมาตรฐานเดียวกันของ ‘อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ ทั่วโลกซึ่งผู้ลงทุนสามารถมั่นใจได้”

สิ่งที่สะท้อนผ่านปรัชญาการลงทุนของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ ได้เป็นอย่างดี คือ หุ้นที่ ‘กอง ABLTF’ ถือครองทั้ง 10 อันดับ จากหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ประมาณ 33 ตัว ซึ่งไม่ใช่การให้น้ำหนักหุ้นโดยอิงน้ำหนักหุ้นในดัชนีเทียบวัดแต่ประการใด แต่ก็เป็นหุ้นที่นักลงทุนเห็นแล้วสบายใจ ที่สำคัญเมื่อมั่นใจในหุ้นที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกแล้วก็กล้าที่จะถือลงทุนระยะยาว โดยจะเห็นได้จากสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกองทุนที่อยู่ในระดับลงทุนเต็มที่ (Fully Invest) 98.3% เลยทีเดียว

           
“ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศอาจดูไม่สดใสเท่าไรนัก แต่หุ้นที่ดีและมีศักยภาพในการเติบโตของรายได้และผลกำไรในระยะยาวยังมีให้เลือกลงทุนอยู่ ภาพกลุ่มอุตสาหกรรมที่ ‘กอง ABLTF’ ลงทุนนั้น เป็นผลที่มาจากหุ้นรายตัวที่กองทุนถือครองอยู่เป็นสำคัญ และนับจากจัดตั้งมากว่า 15 ปี มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยก็เพิ่มขึ้นเป็น 47.53 บาท จากช่วงไอพีโอที่ 10 บาท เท่านั้น”

 

ABSC-RMF”…กองทุน 9 เด้ง-เส้นทางสร้างความมั่งคั่งสู่ ‘วัยเกษียณ’

           
หากคุณกำลังมีระยะเวลาการลงทุนเพื่อวัยเกษียณอีกนาน การลงทุนในหุ้นยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด และ “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด สมาร์ทแคปปิตอลเพื่อการเลี้ยงชีพ (ABSC-RMF)” เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม ดังวลีที่ว่า *‘ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน’ *

ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2002 ถึงสิ้นไตรมาสที่3/19 กองทุนสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย13.93% ต่อปี เท่ากับดัชนีเทียบวัด แต่ความเสี่ยงของกองทุนต่ำกว่าอยู่ที่ 15.96% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีเทียบวัดอยู่ที่ 19.32% ต่อปี

“นั่นทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยของ‘กอง ABSC-RMF’ ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 90.4642 บาท จากช่วงไอพีโอที่ 10 บาท เท่านั้น จัดเป็นกองทุน 9 เด้ง ที่กำลังเดินหน้าทะยานสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาวอย่างต่อเนื่องต่อไป”

‘กอง ABSC-RMF’ มีนโยบายลงทุนในหุ้นคุณภาพดีที่มีแนวโน้มการเติบโตดีเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ‘ไม่ต่ำกว่า 80%’ ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยจะลงทุนเต็มที่ (Fully Invest) ตลอด ล่าสุดก็ลงทุนในหุ้นอยู่ 99% ปกติกองทุนจะถือเงินสดไม่เกิน 5% และหุ้นส่วนใหญ่ที่ลงทุนจะเป็นบริษัทที่มีการจ่ายปันผลในระดับที่ดีด้วย เพราะผลตอบแทนมาจากทั้ง ‘เงินปันผล’ และ ‘Capital Gain’ ปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 34 บริษัท มีการกระจายตัวทั้งหลักทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

“ที่สำคัญกระบวนการลงทุนของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ ยังพิจารณาทางด้านสิ่งแวดล้อม, สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) เอาไว้ในกระบวนการลงทุนด้วย โดยการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เข้ากับการวิเคราะห์หุ้นและการตัดสินใจลงทุนเพื่อ ‘เพิ่มผลตอบแทน’ และ ‘ลดความเสี่ยง’ ให้กับนักลงทุน ซึ่งสามารถมองผ่านผลตอบแทนในระยะยาว และความผันผวนของกองทุนที่ต่ำกว่าดัชนีเทียบวัดอย่างชัดเจน”

หากนักลงทุนมองเพียงผลตอบแทนใน ‘ระยะสั้น’ จะพบว่า ทั้ง‘กองABLTF’ และ ‘กอง ABSC-RMF’ จะมีช่วงเวลาที่จะ Perform  ‘ดี’ และบางเวลาที่อาจจะ Perform ‘ไม่ค่อยดี’ แต่ถ้ามองภาพใน ‘ระยะยาว’ จะพบว่า Performance ดีทั้ง 2 กอง เพราะถ้าคุณเลือกบริษัทที่ดีและทีมบริหารเขามีความสามารถ ฐานะการเงินดีแล้ว บริษัทเหล่านี้ควรจะ Outperform ได้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นก็อาจจะแพ้ตลาดได้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“แต่การลงทุนระยะยาวในหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้น เราไม่ได้ดูผลตอบแทน ‘ปีต่อปี’ หากแต่ดูระยะยาวว่าทำอย่างไรให้ผลตอบแทน ‘สม่ำเสมอที่สุด’ และ ‘ความเสี่ยงต่ำสุด’ เท่าที่จะทำได้ บ่อยครั้งที่คนพยายามมองหาผลตอบแทนในช่วงสั้นๆ ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้ดูความเสี่ยงหรือดูอะไรมากนัก แต่‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด’ จะดูเพื่อผลลัพธ์ของการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ”

ถ้าคุณมองหา ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ เพื่อประโยชน์ทางภาษี คุณจะเลือกกองทุนไหนเพื่อลงทุนก็คงไม่ต่างกัน แต่ถ้าคุณมองหากองทุนที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้ได้ด้วย เชื่อว่า ‘กอง ABLTF’ และ ‘กอง ABSC-RMF’ จะสามารถตอบโจทย์ของคุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
**ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นส่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย

ติดต่อ ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการที่ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือผู้สนับสนุนการขาย  ทุกราย หรือดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ของ บลจ.

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *