ลุ้น “การบินไทย” จะทำกำไรได้ตามสัญญาหรือไม่

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ลุ้น “การบินไทย” จะทำกำไรได้ตามสัญญาหรือไม่

สำหรับการประกาศงบที่เพิ่งจบไปหยกๆ จะไม่พูดถึงหุ้นสายการบินคงไม่ได้ วันนี้ Wealthy Thai เลยหยิบ 2 หุ้นเด่นในกลุ่มสายการบิน ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) ไม่ห่างกันมากนัก มาเปรียบเทียบกันว่าสิ่งที่เหมือนและสิ่งที่ต่างมีอะไรบ้าง

 

 

มีคำถามที่คนถามกันเป็นประจำคือ ทำไมการบินไทยในฐานะ “สายการบินแห่งชาติ” ถึงไม่กำไรหรือมีสตอรี่ดีๆ แบบสายการบิน JAL หรือเจแปนแอร์ไลน์บ้าง ที่พลิกจาก “บริษัทล้มละลาย” กลับมามีกำไรได้ภายใน 2 ปี!!!! ทั้งนี้ก่อนที่จะถูกรัฐบาลญี่ปุ่นตัดหางลอยแพ JAL เคยมีหนี้มากถึงประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งเราก็รู้ดีว่าเคสล้มละลายหรือบริษัทที่กำลังเข้าสู่โหมด “ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ” ไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายๆ

 

 

หนี้สินการบินไทยยังอยู่ในระดับ 248,000-270,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ครึ่งปีแรก 2562 หนี้สินการบินไทยอยู่ที่ 245,133.35 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีหนี้สินรวม 250,634.72 ล้านบาท ขณะที่รายได้-รายจ่ายสูสีกัน ทำให้บริษัทยังคงขาดทุนสุทธิ โดยไตรมาส 3/2562 ขาดทุนสุทธิ 4,680 ล้านบาท ลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี การบินไทยขาดทุนสุทธิ 11,102 ล้านบาท ลดลง 175.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

 

ในด้านมาร์เก็ตแค็ป ณ วันที่ 14 พ.ย. ของ THAI ปัจจุบันอยู่ที่ 16,479.93 ล้านบาท มากกว่ามาร์เก็ตแค็ปของสายการบิน “บางกอกแอร์เวยส์” อยู่ 1,044.93 ล้านบาท (วันนี้มาร์เก็ตแค็ป THAI อยู่ที่ประมาณ 16,100 ล้านบาท BA ประมาณ 15,200 ล้านบาท) ส่วนเรื่องเครื่องบินให้บริการ ปัจจุบันการบินไทยมีฝูงบินให้บริการ 103 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินพิสัยไกลที่ใช้ทำาการบิน เส้นทางข้ามทวีป จำานวน 48 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแบบแอร์บัส A380-800 แอร์บัส A350-900 โบอิ้ง 747-400 โบอิ้ง 777-200ER/300ER

 

 

เครื่องบินพิสัยกลางที่ใช้ทำการบิน เส้นทางภูมิภาค จำานวน 35 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200/300 แอร์บัส A330-300 โบอิ้ง 787-8/-9 และเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้ทำการบินเส้นทางระยะใกล้ จำานวน 20 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแบบแอร์บัส A320-200 ทั้งนี้มีปลดระวางเครื่องบินแบบ โบอิ้ง 737-400 จำานวน 2 ลำ รวมเส้นทางบินของ THAI และสายการบินไทยสมายล์ที่เป็นบริษัทย่อย มีเครือข่ายเส้นทางบินให้บริการครอบคลุม 80 จุดบินใน 31 ประเทศทั่วโลก โดยเป็น 10 จุดบินภายในประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

 

 

ตรงจุดนี้เองที่น่าเป็นห่วงว่า แล้วแผนการฟื้นฟูของการบินไทย จะเวิร์คจริงๆ ไหม ซึ่งตามแผนที่วางไว้มีดังนี้ ปี 2561-2562 การดำเนินงานมีกำไร และปรับปรุงคุณภาพการบริการ เพื่อ Customer Satisfaction Index (CSI) เพิ่มขึ้น ปี 2565 ตั้งเป้าเป็นสายการบินชั้นนำ 5 อันดับแรกของโลกที่ลูกค้าพึงพอใจ และสามารถแก้ปัญหาขาดทุนสะสมได้ ปี 2570 มีกำไรอย่างยั่งยืน และขยายธุรกิจเป็นกลุ่มธุรกิจการบินของเอเชียที่เป็นผู้นำเรื่องการขนส่งผู้โยสาร ศูนย์ซ่อมบำรุงและศูนย์ขนส่งสินค้าภายในปี 2570

ที่มา : รายงานประจำปี 2561 ของการบินไทย

 

 

BA ขาดทุนสุทธิ 117.9%

 

 

ขณะที่สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ หรือ BA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2556 มีหนี้สินในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 23,000-31,500 ล้านบาท รายได้และค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่ผลกำไรสุทธิ ไตรมาสที่ 3/2562 อยู่ที่ 65.9 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 66.3% ขณะที่งวด 9 เดือนแรก 2562 บริษัทขาดทุนสุทธิ 121.3 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2561 117.9% ซึ่งเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 131.5 ล้านบาท

 

 

ปี 2561 BA มีเส้นทางบินทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 34 เส้นทาง จำนวนฝูงบินรวม 40 ลำ ประกอบด้วย ATR 72-500 รวม 5 ลำ ATR 72-600 รวม 11 ลำ Airbus A 319 รวม 15 ลำ และ Airbus A 320 รวม 9 ลำ น้อยกว่าการบินไทยถึง 90 ลำ!!!!! แต่ Performance อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 สายการบินมีรายได้หลักจาก “ค่าโดยสาร” เหมือนกัน

 

 

มุมมองนักวิเคราะห์

 

 

บล.เคจีไอคาดว่าในปีนี้ THAI จะขาดทุนสุทธิ 1.12 หมื่นล้านบาท และ 8.71 พันล้านบาทในปี 2563 สะท้อนว่าผลการดำเนินงานของ THAI จะยังคงอ่อนแอในปีหน้า อย่างไรก็ตามในไตรมาส 4/2562 มองว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะดีขึ้น จากฤดูท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ รวมถึงการที่การบินไทยไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ

 

 

ขณะที่บล.เคจีไอระบุว่า BA วางแผนไว้ว่าในไตรมาส 4/2562 นี้ จะเพิ่มความถี่ในเส้นทางบินกรุงเทพ-เกาะฟูโกว๊ก เวียดนาม,กรุงเทพ-ดานัง และกรุงเทพ-มัณฑะเลย์ ส่วนในประเทศปรับความถี่การบินให้เหมาะสมกับความต้องการ รองรับช่วงไฮซีซั่นครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี นอกจากนี้มีโครงการทำศูนย์ซ่อมเครื่องบิน สถาบันฝึกอบรมการบิน ซึ่งจะมีความชัดเจนในปี 2563

 

ทั้งนี้แม้ว่ากลุ่ม BA และ BTS จะไม่ชนะประมูลเมืองอู่ตะเภา แต่การที่ BA เข้าประมูลโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นการส่งสัญญาณว่า นอกจาก BA จะเป็นบูทีคแอร์ไลน์ที่ผู้บริโภครอชิม “ข้าวต้มมัด” แล้ว BA ก็ถือเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ “หมอเสริฐ” ที่ทำให้ BA โตก้าวกระโดดในเวลาไม่กี่ปี มีมาร์เก็ตแค็ปเทียบชั้นสายการบินแห่งชาติ ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

อย่างไรก็ตามทั้ง *THAI และ BA ยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัว จากต้นทุนค่าน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยนกำลังซื้อของผู้บริโภค และที่สำคัญคือผลกระทบเทรดวอร์ที่จะกระทบ “ธุรกิจสายการบิน” ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว *

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Social Media Auto Publish Powered By : XYZScripts.com