ลงทุนอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด! ส่องศิลปะในการตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ลงทุนอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด! ส่องศิลปะในการตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาว หากเลือกลงทุนได้ถูกต้องและเป็นการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Averaging : DCA) อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขายมากนัก แต่หากลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทั้ง Futures และ Options ที่มีวันครบกำหนดอายุของสัญญาหรือสิทธิ อาจต้องวางแผนเพื่อกำหนดจุด Long และ Short หรือ Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะถ้าไม่กำหนดเป็นแผนในการลงทุนตั้งแต่แรก เมื่อราคา Futures หรือ Options เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นใจ อาจทำอะไรไม่ถูกจนประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะก่อนเริ่มลงทุน มีความสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดในตลาดอนุพันธ์

ในมุมมองของผู้เขียน ไม่ค่อยห่วงการวางจุดเปิดสถานะ เพราะสภาพจิตใจของนักลงทุนยังไม่ถูกกดดันจากสภาพตลาดและผลลัพธ์ทั้งด้านบวกและลบของการเปิดสถานะ แต่จุดที่ต้องล้างสถานะ ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถานะเพื่อทำกำไร หรือการปิดสถานะเพื่อตัดขาดทุน เป็นจุดที่ตัดสินใจยากกว่า เพราะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ (ดีใจ/เสียใจ) หรือความรู้สึกโลภ/โกรธ ทำให้การส่งคำสั่งไม่สอดคล้องกับแผนการลงทุนที่วางไว้ จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้

ก่อนอื่น อยากให้ได้เห็นถึงผลลัพธ์จากการปล่อยให้ขาดทุน เปรียบเสมือนเวลาเล่นกีฬาปีนหน้าผาแล้วเหยียบพลาด ทำให้ร่วงลงมาตามแนวลวดสลิงที่รัดตัวอยู่ กว่าจะกลับไปปีนได้ใหม่ ต้องรอลวดสลิงนิ่งก่อน แล้วค่อยๆ เอาขาทีละข้างพยุงตัวเองขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ต้องออกแรงมากขึ้น เพราะกำลังกายและใจทุ่มไปกับการปีนในครั้งแรกไปมากแล้ว

ถ้าเชื่อมโยงกลับมาที่การลงทุน ผลขาดทุนในแต่ละครั้งจะทำให้ต้องเหนื่อยกับการลงทุนครั้งถัดไปมากขึ้น เช่น ถ้าใส่เงินลงทุนไป 100 บาท แล้วปล่อยให้ขาดทุนถึง 50% (หรือเหลือเงิน 50 บาท) ถ้าจะทำกลับไปที่ 100 บาทเท่าเดิม ต้องลงทุนในครั้งหลังเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 100% เงิน 50 บาท ถึงจะกลับไปที่ 100 บาทตามเดิม

ท่ามกลางสภาพจิตใจที่ผิดหวัง หงุดหงิดและแอบเคืองอยู่เล็กๆ การจะกลับไปได้จึงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก ถ้าไม่อยากเจ็บปวดจากการลงทุนจนต้องออกจากตลาดก่อนเวลาอันควร ก็ไม่ควรปล่อยให้ขาดทุนอย่างหนัก

เพราะฉะนั้น การป้องกันเพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและหัวใจเต้นแรง เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และฝึกวางแผนการลงทุนไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) จะมีคำถาม 3 ข้อที่ต้องตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจขายหุ้น คือ ซื้อหุ้นนี้ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง และการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เหตุผลในการซื้อหุ้นนี้เปลี่ยนไปหรือไม่

ถ้านำมาปรับใช้กับการลงทุนในอนุพันธ์ ควรถามตัวเองก่อนว่า เปิดสถานะ Long หรือ Short ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่วางแผนไว้หรือไม่ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้เหตุผลในการตัดสินใจเปิดสถานะเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าสถานการณ์เปลี่ยนจากที่คิดโดยสิ้นเชิง ก็ควรปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง แล้วกลับมาวางแผนก่อนเปิดสถานะใหม่ด้วยคำถาม 3 ข้ออีกครั้ง

แต่ถ้าใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ จอร์จ โซรอส คือ การค่อยๆ แหย่ขาทีละข้างลงเรือ ถ้าก้าวขาแรกไปแล้วเรือยังนิ่งอยู่ ให้ลองทิ้งน้ำหนักที่ขาแรกนั้นดูก่อน ถ้ายั่งนิ่งอีก ให้ค่อยๆ ขยับขาอีกข้างเข้าไป และถ้ามั่นใจว่าเรือแข็งแรงแน่ๆ ก็ให้เรียกคนอื่นมาขึ้นเรือด้วย แต่ถ้าเรือจะจมตั้งแต่หย่อนขาแรก ก็ให้ชักขากลับมาทันที นี่คือที่มาว่าทำไม จอร์ส โซรอส ถึงลงทุนแบบจัดหนักเมื่อมั่นใจว่าถูกทาง

แผนในการลงทุนอนุพันธ์

  • ถามตัวเองว่าจะเปิดสถานะใด โดยเปิด Long เมื่อคิดว่า “ขึ้น” และให้เปิด Short เมื่อคิดว่า “ลง” ถ้ายังคาดการณ์ทิศทางไม่เก่งให้ลองตามบทวิเคราะห์แล้ววิเคราะห์เองควบคู่ไปด้วย
  • กำหนดจุดเปิดและปิดสถานะให้ชัดเจน เช่น เปิด Long SET50 Index Futures ที่ 1,000 จุด ทำกำไรที่ 1,010 จุด และตัดขาดทุนเมื่อต่ำกว่า 995 จุด
  • กำหนดจุดทำกำไรเป็น 2 เท่าของจุดตัดขาดทุนเสมอ ทุกครั้งที่เปิดสถานะ แปลว่ามีความมั่นใจว่าจะได้กำไร การกำหนดจุดทำกำไรไกลกว่าจุดตัดขาดทุน จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง
  • พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เหตุผลการเปิดสถานะเปลี่ยนแปลงโดยไม่หลอกตัวเอง ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป อาจต้องปิดสถานะก่อนถึงจุดตัดขาดทุน
  • ถ้าถึงขั้นต้องตัดขาดทุนไม่มีคำว่าทยอยปิดสถานะ ต้องปิดสถานะทั้งหมดเท่านั้น
  • ขาดทุนครั้งละน้อยๆ และบ่อยครั้ง ยังดีกว่าขาดทุนหนักจนหมดหน้าตักในคราวเดียว
  • อย่าเปิดสถานะจนทำให้ต้องกังวลกับฐานะความเป็นอยู่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันปกติ
  • อย่าคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะอาจทำให้ต้องเร่งเปิดสถานะเพื่อเอาเงินคืนจากการขาดทุนอย่างหนักในรอบก่อนหน้า

ในโลกของการลงทุนปัจจุบัน นักลงทุนไม่สามารถนำทฤษฎีที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีตกลับมาใช้ทำกำไรเกินปกติได้ตลอดเวลา ขณะที่การคาดการณ์ทิศทางเพื่อเปิดหรือปิดสถานะเริ่มยากขึ้น จากการเคลื่อนไหวของราคา Futures หรือ Options ที่เข้าสู่จุดสมดุลอย่างรวดเร็ว เช่น วิเคราะห์มาอย่างดีว่าวันนี้ SET50 Index Futures ต้องปรับตัวขึ้น ปรากฎว่าขึ้นจริง แต่เป็นลักษณะเปิดกระโดดขึ้นไปเลย 10 จุด ก็ต้องกลับมาทบทวนแผนใหม่ว่าจะเปิด Long ต่อ หรือเปลี่ยนมาเป็นฝั่ง Short ดี

การวางแผนกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จึงกลายเป็นศิลปะที่นักลงทุนต้องฝึกฝนผ่านกระบวนการซื้อขาย ซึ่งการเรียนรู้จากศิลปะในการตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการอยู่รอดในระยะยาว

ถ้านักลงทุนสามารถเชื่อมโยงมาที่การวางแผนทางการเงินของตัวเองได้ จะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ควรปล่อยให้การลงทุนในทุกรูปแบบเกิดภาวะขาดทุนอย่างหนัก คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ การลงทุนช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินง่ายขึ้นด้วยผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง แต่การขาดทุนจะทำให้บรรลุเป้าหมายช้าลง หรือถ้าเข้าสู่ภาวะขาดทุนเรื้อรังอาจทำให้ฝันสลายจากเป้าหมายทางการเงินที่ถูกทำลายทีละเป้าทีละเป้า เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ขาดทุนมากและนานเป็นดีที่สุด

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ณัฐพล คำถาเครือ

ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *