เทคนิควางแผนภาษีสำหรับชาว Millennial

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

เทคนิควางแผนภาษีสำหรับชาว Millennial

พูดถึง “ภาษี หัก ณ ที่จ่าย” ที่โดนหักทุก ๆ เดือนหรือทุก ๆ ครั้งที่มีรายได้ บางคนอาจไม่ได้สนใจเพราะมองว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่ได้เยอะในแต่ละเดือน แต่พอรวม ๆ กันทั้งปีแล้วกลับเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งชาว Millennial ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นของวัยทำงาน จะต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนภาษี วันนี้ K-Expert จะมาพูดถึงการวางแผนภาษีกันว่าจะมีวิธีอย่างไรบ้าง

 

ทำความรู้จักกลุ่ม Millennial คือใคร

Millennial คือ กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 19-39 ปี หรือเกิดในช่วง ค.ศ. 1980-2000 ซี่งเป็นกลุ่มคนทำงานในช่วงต้น เติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาของออนไลน์และเทคโนโลยี มีความคิดเป็นของตัวเอง ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ สนใจการดูแลสุขภาพ ต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว คิดนอกกรอบ สนใจด้านการลงทุนและเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้มากที่สุด ชอบใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูง ชอบออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ให้ความสำคัญกับสังคม

ดังนั้น การตัดสินใจจะซื้ออะไร หรือจะลงทุนอะไรนั้น ต้องถามความคิดเห็นเพื่อนก่อนเสมอ โดยส่วนใหญ่จะเชื่อในคำแนะนำจากเพื่อน ๆ ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองเพิ่มเข้าไปอีก

 

เทคนิควางแผนภาษีสำหรับชาว Millennial

สำหรับชาว Millennial ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน ที่สนใจด้านการลงทุนเพิ่มจากการทำงานประจำ มีรายได้จากการ “ลงแรงทำงาน” และมีรายได้จากการ “ลงทุน ให้เงินทำงานแทนเรา” ลองสำรวจดูว่ามีรายได้ที่เสีย “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ที่เป็นรายได้จากการออมเงินหรือลงทุนบ้างหรือไม่ เพราะเราสามารถบริหารจัดการภาษีด้วย 3 เทคนิควางแผนภาษีดังนี้

1. กรณีที่มีรายได้จาก ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลต่าง ๆ ที่ถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% และเรามีฐานภาษีที่ต่ำอยู่ในช่วงที่ไม่เสียภาษีหรือฐานภาษีไม่เกิน 10% มีรายได้สุทธิน้อยกว่า 500,000 บาท แนะนำให้ยื่นรวมเงินได้เพื่อขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% และเสียภาษีตามฐานปกติของเราได้ ตัวอย่างเช่น เราเสียฐานภาษี 5% แต่ถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เราสามารถขอคืนภาษีที่หักเกิน 10% คืนมาได้

2. กรณีที่มีการลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล ลองสำรวจดูว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่เงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% หากเราไม่เสียภาษีเลยหรือเสียในฐาน 5% มีรายได้สุทธิน้อยกว่า 300,000 บาท แนะนำให้ยื่นรวมเงินได้เพื่อขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ 10% เราสามารถขอคืนภาษีที่หักเกิน 5% คืนมาได้

3. กรณีที่มีการลงทุนหุ้นสามัญที่จดทะเบียนและได้รับเงินปันผล การวางแผนภาษีโดยการขอคืนภาษีเงินปันผล (เครดิตภาษีเงินปันผล) ที่กิจการถูกหักซ้ำซ้อนในรูปแบบนิติบุคคลและการจ่ายเงินปันผลของบุคคลธรรมดา โดยปกติกำไรของบริษัทจะถูกหัก ณ ที่จ่ายไปก่อนนำมาจ่ายเงินปันผล

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ได้กำไร 100 บาท ต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20 บาท คงเหลือกำไรเพื่อจ่ายเงินปันผล 80 บาท หากบริษัทต้องการจ่ายเงินปันผลแก่บุคคลธรรมดาจะต้องถูกหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% เป็นเงิน 8 บาท คงเหลือจ่ายเงินปันผลได้เพียง 72 บาท จากกำไร 100 บาท

สำหรับภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาถูกหัก 28 บาท ที่ถูกหักซ้ำซ้อนกัน เราสามารถขอคืนได้ และเสียภาษีตามฐานภาษีของเราเอง ดังนั้น สำหรับผู้มีเงินได้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีนิติบุคคล (20%) แนะนำให้ใช้สิทธิขอคืนภาษีเงินปันผล

 

 

ทั้งนี้ ในปี 2562 มีเรื่องของมาตรการลดภาษีที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ค่าท่องเที่ยวไทย ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตั้งแต่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562 ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าแพคเกจทัวร์ ค่าที่พักในโรงแรม รีสอร์ท หรือโฮมสเตย์ โดยไม่รวมถึงค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องบิน

เที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท แต่ถ้าเที่ยวในเมืองหลักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมใช้สิทธิทั้งจังหวัดรองและจังหวัดหลักต้องไม่เกิน 20,000 บาท

 

2. ค่าลดหย่อนเพื่อการใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่คล้ายกัน ได้แก่

2.1 ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า (OTOP) ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562

2.2 ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษา และอุปกรณ์เกี่ยวกับการกีฬา เช่น อุปกรณ์เครื่องเขียน ชุดนักเรียน นักศึกษา แต่ไม่รวมถึงคอมพิวเตอร์ ชุดออกกำลังกาย รวมถึงเสื้อผ้า รองเท้า ลูกฟุตบอล ไม้เทนนิส ไม้แบด เป็นต้น โดยซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษี ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2562

2.3 ค่าซื้อหนังสือทุกประเภท และ E-book ที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยสิทธิลดหย่อนของกลุ่มนี้นานกว่ากลุ่มอื่น สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2562 โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ได้นำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินกลุ่มละ 15,000 บาท

 

3. ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมเป็นบ้านหลังแรก มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้ทันที 200,000 บาท เงื่อนไข คือต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562 และผู้ซื้อต้องถือครองกรรมสิทธิ์ติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

 

นอกเหนือจากการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว การใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มที่แล้ว การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ใช้สิทธิลดหย่อนได้ในปี 2562 เป็นปีสุดท้ายในปีนี้ ก็เป็นอีกตัวเลือกที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้สูง รับความเสี่ยงได้สูงและต้องเสียภาษีฐานสูง ๆ

อย่างไรก็ดี การวางแผนภาษีในช่วงต้นของวัยทำงานควรมองให้รอบด้าน ไม่เน้นเรื่องการลงทุนเพื่อลดภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน นอกจากเรื่องการลงทุนและการวางแผนภาษีแล้ว ควรมองด้านการป้องกันความเสี่ยงและการวางแผนเกษียณเพื่ออนาคตไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งนี้ เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ไว้ออมเงินเพื่อเกษียณ และการป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพและประกันบำนาญก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจนำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย เพื่อจะได้มีความมั่งคั่งและความมั่นคงควบคู่ไปด้วยกัน

 

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า 

 

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย ปณิดา ถีนานนท์ K-Expert ฝ่ายพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ [email protected]  

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *