ผลตอบแทนที่ “ได้รับจริง”…อาจไม่เป็นตามที่คาดไว้ก็ได้

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ผลตอบแทนที่ “ได้รับจริง”...อาจไม่เป็นตามที่คาดไว้ก็ได้

เมื่อพูดถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ใดๆ สิ่งที่นักลงทุนมักพิจารณาถึงก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ ก็คือ เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนกลับคืนมามากน้อยเพียงใด โดย “ผลตอบแทน (Return)” ที่ว่านี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่นักลงทุนทุกคนปรารถนาจะได้รับจากการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเงินลงทุนที่เพิ่มพูนขึ้น หรือกระแสเงินสดรับที่คาดว่าจะได้กลับคืนมาในอนาคต

           

 

แน่นอนว่า…การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทกัน ก็ย่อมที่จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการลงทุนในหลักทรัพย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ครับ

 

 

  • “กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์” หรือ “กำไรส่วนต่าง (Capital Gain)” หมายถึง เงินได้ที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ เมื่อมีการขายหลักทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าราคาทุนที่นักลงทุนซื้อมา พูดง่ายๆ ก็คือ ซื้อถูก ขายแพง เพื่อกินกำไรนั่นเอง

*        *

 

“โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาของหลักทรัพย์ที่ได้ลงทุนไปนั้นมีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลประกอบการของกิจการผู้ออกหลักทรัพย์ดังกล่าวดีขึ้น หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีการปรับตัวลดลงนั่นเอง”

 

 

 

  • “เงินปันผล (Dividend)” หมายถึง ส่วนแบ่งจากกำไรซึ่งกิจการผู้ออกหลักทรัพย์ประเภท ‘ตราสารทุน’ ตกลงที่จะแบ่งจ่ายให้แก่นักลงทุน ตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของ ‘เงินสด’ หรือ ‘หุ้นปันผล’ ก็ได้

สำหรับกรณีที่เป็น ‘หุ้นสามัญ’ การจ่ายเงินปันผลจะมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกิจการผู้ออกหลักทรัพย์นั้น แต่ถ้าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ การจ่ายเงินปันผลจะกำหนดไว้คงที่ตายตัว โดยคิดเป็นร้อยละของราคาที่ตราไว้ หรือกำหนดเป็นจำนวนเงินต่อหุ้นโดยตรงก็ได้”

 

 

  • “ดอกเบี้ย (Interest)” หมายถึง เงินได้ที่เกิดจากภาระผูกพันซึ่งกิจการผู้ออกหลักทรัพย์ประเภท ‘ตราสารหนี้’ ตกลงที่จะจ่ายให้แก่นักลงทุนในแต่ละงวดเวลาตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เปรียบเสมือน ‘รายได้ประจำ (Current Income)’ ที่แน่นอนซึ่งนักลงทุนพึงได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้นั่นเอง

       

 

“นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อ ซึ่งเรียกกันว่า Interest on Interest หรือ Reinvestment เพื่อให้เงินงอกเงยออกดอกออกผลเพิ่มขึ้นด้วย”

 

 

  • “ส่วนลดรับ (Discount)” หมายถึง ส่วนต่างระหว่างมูลค่าของตราสารหนี้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน กับราคาของตราสารหนี้ซึ่งนักลงทุนจ่ายซื้อมา โดยปกติแล้ว นักลงทุนจะได้รับส่วนลดรับเมื่อลงทุนใน…

  • ‘ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด’ หรือที่เรียกกันว่า Zero-coupon Bond’ ซึ่งเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าหน้าตั๋ว และเมื่อตราสารหนี้นั้นครบกำหนดไถ่ถอน นักลงทุนก็จะได้รับเงินคืนตามราคาหน้าตั๋ว ซึ่งรวมส่วนลดรับเอาไว้แล้ว

  • ‘ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด แต่ถูกขายออกมาก่อนที่จะครบกำหนดไถ่ถอน…ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเป็นขาขึ้น’ กรณีนี้ราคาขายของตราสารหนี้ดังกล่าวจะต่ำกว่ามูลค่าไถ่ถอน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด และราคาของตราสารหนี้มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกัน ทำให้นักลงทุนที่จ่ายซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะได้รับดอกเบี้ยในงวดที่เหลือ ยังได้รับส่วนลดรับเมื่อถือตราสารหนี้นั้นจนครบกำหนดไถ่ถอนอีกด้วย

  • “สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับจากการลงทุนในหลักทรัพย์ (Right)” หมายถึง ผลประโยชน์อื่นๆ ที่นักลงทุนพึงได้รับ ได้แก่ การให้สิทธิในการแปลงสภาพจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ การให้สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ เป็นต้น

        

 

“แน่นอนว่า นักลงทุนทุกคนย่อมปราถนาที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ผลตอบแทนที่พึงได้รับนั้นมักมี‘ความไม่แน่นอน’ แฝงอยู่ด้วยเสมอ จึงไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนทุกคนต้องได้รับผลตอบแทนตามที่ตนต้องการเสมอไป ผลตอบแทนที่ได้รับจริงอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ก็เป็นได้”

 

       
ดังนั้นนักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นๆ ไม่ใช่เน้นแต่
‘ผลตอบแทน’ เพียงด้านเดียวเท่านั้นครับ

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *