มองรัฐแบบเข้าใจ…ทำไมถึงเมินโมเดล ‘กอง SEF’!!!

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

มองรัฐแบบเข้าใจ...ทำไมถึงเมินโมเดล ‘กอง SEF’!!!

ใครที่ลงทุนกับ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ อยู่นั้น คงตั้งหน้าตั้งตารอความชัดเจนในบทสรุปเกี่ยวกับ ‘กองทุนประหยัดภาษี (Tax Fund)’ รูปแบบใหม่กันอย่างใจจดใจจ่อ
ตามข่าวที่ปรากฎคาดว่าทาง ‘กระทรวงการคลัง’ จะได้ข้อสรุปภายในเดือนพ.ย.19 นี้ ซึ่งยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
หลังจากก่อนหน้านี้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า จะเป็นโมเดลของ ‘ภาครัฐ’ ที่น่าจะตอบโจทย์และเหมาะสมกว่าโมเดลที่ ‘สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)’ ที่เสนอมาก่อนหน้า
หลายคนอาจจะสงสัยว่า…ทำไม ‘กองทุนหุ้นยั่งยืน (Sustainable Equity Fund : SEF)’ จึงไม่เข้าตากรรมการ!!!
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“LTF”…คนใช้ประโยชน์ไม่ลงสู่ฐานภาษีระดับ ‘กลาง-ล่าง’

สำหรับ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” เดิมที่กำลังจะหมดอายุขัยลงอย่างเป็นทางการ‘สิ้นปี2019’ นี้ ในแง่ของผู้ประกอบการอย่างบลจ.เองถือว่ารับรู้กันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นการให้เงื่อนไขมาแบบมีระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน สุดท้ายก็ต้องสิ้นสุดลง ซึ่งภาครัฐได้ต่ออายุให้มา 3 ปีแล้ว ในปี2017-2019 โดยขยายเวลาการถือครองเป็น ‘7 ปี ปฏิทิน’ ตามที่ทุกคนล้วนทราบกันดีอยู่แล้ว
หนึ่งในเหตุผลที่ภาครัฐไม่ต่ออายุ ‘กอง LTF’ ให้นั้น คือ กลุ่มผู้เข้ามาใช้ประโยชน์ทางภาษีเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่อยู่ในฐานภาษีระดับ ‘กลาง-ล่าง’ ซึ่งในแง่ของจำนวนแล้วมีมาก ในขณะที่กลุ่มที่เข้ามาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มฐานภาษี ‘กลาง-บน’ ซึ่งอาจจะมีจำนวนน้อยกว่าแต่มีเม็ดเงินลงทุนมาก (ส่วนตัวเลขการเสียภาษีแยกตามฐานภาษีต่างๆ นั้นเชื่อว่าภาครัฐมีข้อมูลในมืออยู่แล้ว)

 

 

 

“ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา เหมือนบลจ.เองไม่สามารถจะเจาะ ‘ขยายฐาน’ ผู้ลงทุนกลุ่มนักลงทุนที่ฐานภาษีอยู่ระดับ ‘กลาง-ล่าง’ ได้ ตรงนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐมองว่า…หากบลจ.สามารถขยายฐานลงไปได้แล้ว ตลาดก็จะขยายตัวได้มากกว่านี้อยู่แล้ว แต่เหมือนบลจ.มา ‘ขอ’ โดยที่ไม่ได้พยายามจะขยายตลาดไปให้เต็มศักยภาพแต่ประการใด เพราะคนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เข้ามาใช้ประโยชน์กันหมดแล้ว จนทำให้ภาพเครื่องมือดูไปแล้วคล้ายเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่อยู่ในฐานภาษี ‘กลาง-สูง’ เป็นสำคัญ (แม้ภาคเอกชนในฝั่งผู้ประกอบการจะมีมุมมองและเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม และมีข้อมูลยืนยันว่าไม่ได้มีแต่คนรวยที่เข้ามาใช้ประโยชน์แต่ประการใด)”

 

 

3 จุด”…ที่รัฐเห็นต่างกับแนวทางของ ‘กอง LTF’ เดิม

จากท่าทีของ ‘ภาครัฐ’ เองที่มีมาตลอด ตั้งแต่ช่วงจะหมดอายุขัยรอบแรกในปี2016 นั้น ก็เป็นไปในท่วงทำนองนี้ (อาจด้วยข้อมูลที่รัฐมีอยู่ในมือ) โดยภาครัฐมองต่างออกไป หาก 15 ปีนี้ สามารถสร้างนักลงทุนสถาบันซึ่งก็คือ ‘กองทุนรวม’ ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดได้แล้วนั้น ถึงจะ ‘ไม่มี กอง LTF’ นักลงทุนที่เห็นประโยชน์ก็คงไม่หายไปไหน ที่กลัวเรื่องเงินจะหายไปจากตลาดหุ้นก็หมดกังวลไปได้เลย
แต่ถ้า ‘เงินลงทุนหายไป’ ก็แสดงว่า…ที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างนิสัยการลงทุนระยะยาวในหุ้นผ่านกองทุนรวมได้จริงๆ แต่มาลงทุนเพื่อ ‘ประโยชน์ทางภาษี’ เท่านั้น เหมือนที่รัฐมีการตั้งข้อสังเกตุไว้ ก็สะท้อนถึงความล้มเหลวในการสร้าง ‘วัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวในหุ้น’ ให้เกิดขึ้นจริงจังนั่นเอง

 

 

 

มุมมองของภาครัฐต่อ ‘กอง LTF’ เดิมนั้นเรียกว่า..มีหลายประเด็นที่ควรแก้ไข และน่าจะเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1.เงื่อนไขการใช้ประโยชน์ทางภาษี ต้องลดความเหลื่อมล้ำไม่ทำให้รู้สึกว่ามีกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว
2.ระยะเวลาการลงทุน (เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษี) คงไม่ต่ำกว่า 7 ปี ตามที่รัฐเคยใช้ในการต่ออายุ ‘กอง LTF’ ในครั้งที่ผ่านมา
3.รูปแบบการลงทุน น่าจะต้องตอบโจทย์นโยบายภาครัฐด้วย
“แม้โมเดลของ ‘กอง SEF’ ที่ทาง FETCO เสนอไปสู่ภาครัฐนั้นจะมีการปรับเปลี่ยนใน 3 จุดดังกล่าวนี้ แต่จะเห็นว่ายังอิงกับ ‘กอง LTF’ เดิม วิธีการลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์จะอิงบริบทเดิม แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างไปจากเดิมบ้างเพื่อตอบโจทย์ภาครัฐ เช่น ขยายเพดานการลงทุนเป็น 30% และจำกัดไว้ไม่เกิน 250,000 บาท เป็นต้น แต่ดูจะไม่เข้าตากรรมการเท่าไรนักด้วยเหตุผลดังที่กล่าวถึงไปในตอนต้น”
ทำให้นึกถึงหนึ่งในโมเดลแรกๆ ที่มีการพูดถึงในช่วงต้นปี2019 ที่จะปรับ ‘ประโยชน์ทางภาษีใหม่’ เป็นแนวทางใหม่ที่ต่างไปจากเดิมเลย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและน่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์มากกว่าผู้มีรายได้สูง คือ การลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายเป็น % จากเงินลงทุนแทน และต้องไม่เกินภาระภาษีที่ต้องจ่ายด้วย ในตอนนั้นพูดถึงกันที่ตัวเลข 20% และสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ตัวอย่าง : ถ้าลงทุน 500,000 บาท ก็ลดหย่อนได้ 20% หรือ 100,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ไปหักจากเงินได้ แล้วประโยชน์ทางภาษีที่ประหยัดได้ก็ตามฐานภาษี 5-35% ดังนั้น ถ้าคุณมีภาระภาษี 10,000 บาท ลงทุน 50,000 บาท ก็นำไปหักภาษีได้ 10,000 บาท คุณก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย (แนวทางนี้ไม่ใช่ข้อสรุปของกอง Tax Fund ใหม่แต่ประการใด แต่เป็นหนึ่งในแนวทางที่เคยมีการพูดถึงในช่วงต้นปี2019 ที่ผ่านมา)
หากเรามองในมุมของ ‘ภาครัฐ’ ก็อาจจะมองเห็นแนวคิดและมุมมองที่ต่างกันออกไป และพอจะเข้าใจถึงเหตุที่มาซึ่งจะเป็นโมเดล ‘Tax Fund’ ใหม่ออกมาทดแทน ‘กอง LTF’ เดิม ซึ่งคงจะต้องตอบโจทย์ภาครัฐในทั้ง 3 เรื่องหลักดังกล่าวนี้ ซึ่งภาครัฐก็ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า…เป็นโมเดลที่มี ‘ความเหมาะสมมากกว่า’ ส่วนสุดท้ายบทสรุปจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องติดตามคำตอบสุดท้ายกันต่อไป นี่เป็นเพียงการประมวลผลจากสิ่งที่ปรากฎมาในอุตสาหกรรมตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *