แกะหุ้น SET100 PTG น่าลงทุนไหม? หลังQ3 กำไรโตอลังการ

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

แกะหุ้น SET100 PTG น่าลงทุนไหม? หลังQ3 กำไรโตอลังการ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ ซึ่งส่งผลทำให้บริษัทจดทะเบียนหลายๆแห่ง ต่างรายงานผลประกอบการต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆหลักทรัพย์ที่รายงานผลประกอบการที่เติบโตมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์
โดยในแต่ละกลุ่มของอุตสาหกรรมก็มีความท้าท้ายที่แตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถหลีกหนีได้ นั่นคือ สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และของโลก เมื่อหากซะลอตัวแล้วนั้น ก็จะมีผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อธุรกิจนั้นๆอย่างสิ้นเชิง
วันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหุ้นในกลุ่ม  SET100 ที่มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบการเติบโตจาก กำไรสุทธิ ต่อ กำไรสุทธิ มาให้นักลงทุนได้พิจารณา แต่ก่อนที่จะไปถึงหุ้นตัวดังกล่าวนั้น เราไม่สามารถข้ามได้จริงๆ นั่นคือ หุ้นมีตัวเลขกำไรสุทธิสูงสุด 3 อันดับในกลุ่ม SET 100 ของผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2562 ซึ่งมีดังนี้
อันดับแรก ได้แก่ PTT งวดไตรมาส 3/2562 มีกำไรสุทธิ 20,255 ล้านบาท ลดลง 33.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 30,329 ล้านบาท แต่ถือเป็นตัวเลขกำไรสุทธิสูงสุดของ SET100 ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ PTTEP งวดไตรมาส 3/2562 มีกำไรสุทธิประมาณ 11,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 10,401 ล้านบาท  และอันดับ 3 ได้แก่ KBANK รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ 9,951 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 9,743 ล้านบาท
มาถึงหุ้นมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น เมื่อ เทียบการเติบโตจาก กำไรสุทธิ ต่อ กำไรสุทธิ นั่นคือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG  โดยนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ได้เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 258 ล้านบาท เติบโต 23,393% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,204 ล้านบาท เติบโต 169% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 448 ล้านบาท
ทั้งในช่วงไตรมาส 3/2562 บริษัทยังมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เติบโต 63.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 716 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกบริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 3,962 ล้านบาท เติบโต 55.4% จากช่วงเดียวกันของปี ที่มี EBITDA อยู่ที่ 2,549 ล้านบาท
โดยเป็นผลมาจาก ปริมาณการขายที่เติบโตขึ้นอยู่ที่ 3,442 ล้านบาท หรือ 20.3% จากปีที่แล้ว ซึ่งเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรม ประกอบกับค่าการตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น เพราะราคาค้าปลีกน้ำมันมีการปรับตัวได้สอดคล้องกับต้นทุน และธุรกิจ Non-Oil ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลการดำเนินงานมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงผลักดันธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่องเพื่อให้รายได้จากธุรกิจ Non-Oil มาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของบริษัท โดยในไตรมาส 3/2562 กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เติบโต 51.7% จากปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วน 12.9% จากกำไรขั้นต้นทั้งหมด แบ่งออกเป็นกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 3.6% ธุรกิจแก๊ส LPG 4.2% และธุรกิจร้านสะดวกซื้อ Max Mart และธุรกิจอื่นๆ 5.1%
“การติบโตของ PTG ในไตรมาส 3 ถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่น แต่ก็ถือว่าเป็นการวัดจากฐานที่ค่อนข้างต่ำพอสมควรเพราะงวดไตรมาส 3/2561 มีกำไรสุทธิเพียงแค่ 1 ล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจากตัวเลขดังกล่าวถือว่าทำได้ดีกว่าคาด และตามที่คาดการณ์”

 

 

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า กำไรสุทธิของ PTG ดังกล่าวดีกว่าที่เราคาดแต่เป็นไปตามที่ตลาดคาด โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท ซึ่งปัจจุบัน PTG ซื้อขายอยู่ที่ PER 19 เท่า ปี 2562F และ PER 16 เท่า ปี 2563F ซึ่งอยู่ในระดับ -0.5 SD ส่วนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1) ค่าการตลาดที่อ่อนตัวกว่าที่เราคาดไว้ 2) ปริมาณขายน้ำมันที่ต่ำกว่าคาด และความล่าช้าของธุรกิจ non-oil

 

แล้วนับจากนี้ผลประกอบการจะเป็นอย่างไร?

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุอีกว่า ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2562คิดเป็น 77% ของประมาณการทั้งปีของเรา เราคาดไตรมาส 4 จะกลับมาเติบโตได้สูงทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาส 3/2562เนื่องจาก คาดปริมาณขายเติบโตสูงตามการเข้าสู่ช่วง High Seaon และทั้งปี 2562 เราคาดปริมาณขายอยู่ที่ 4,647 ล้านลิตร เติบโต 19% จากปี 2561 และจากข้อมูลค่าการตลาด MTD กลับมาสู่ระดับปกติ 1.8-1.90 บาทต่อลิตร หลังจากที่อ่อนตัวในเดือนกันยายน (1.75-1.80 บาท/ลิตร)

ดังนั้นประเมินว่ากำไรสุทธิในปี 2562 จะเติบโตอย่างโดเด่นมาอยู่ที่ระดับ 1,561 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 625 ล้านบาท โดยคาดอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลปี 2562 ที่ 2.6% หลังจากนั้นคาดว่าปี 2563 จะมีกำไรสุทธิเพิ่มมาอยู่ที่ดับ 1,894 ล้านบาท

ด้านบล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3/2562 เติบโตเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาด โดย PTG รายงานกำไรสุทธิดังกล่าว ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดแต่ต่ำกว่าเราคาด 10% โดยงวด 9 เดือนปี 2562 คิดเป็น 60% ของประมาณการของเรา แต่เราประเมินว่าไตรมาส 4/2562 ปริมาณขายต่อสาขาจะเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาส 3/2562 เป็น low season ฤดูฝน และค่าการตลาดจะสูงขึ้น โดย QTD ค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาเป็น 1.86 บาทต่อลิตร จาก 1.81 บาทต่อลิตรในไตรมาส 2/2562 ดังนั้นจึงคงประมาณกำไรสุทธิปี 2562 ที่ระดับ 1,572 ล้านบาท เติบโต 151% จากปี 2561 และคาดปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 1,853 ล้านบาท เติบโต 18% จากปี 2562

 

รับผลบวกกฟผ.เตรียมซื้อน้ำมันปลาร์มดิบ หนุนราคาเพิ่ม

              นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมจัดซื้อน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลืออีก 133,750 ตัน  ให้แล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม2562 จะช่วยสามารถพยุงราคาในช่วงที่ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะดีต่อ PTG ที่จะช่วยให้ราคาปาล์มปรับดีขึ้น และส่งผลต่อราคา B100 ที่จะปรับขึ้นจากราคาปาล์มเช่นกัน ซึ่งถ้า กฟผ เข้ามาซื้อปาล์มดังกล่าวน่าจะช่วยให้ราคา CPO ปรับเพิ่มขึ้นได้อีกราว 1-1.5 บาทต่อกิโลกรัม

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *