กรณีศึกษา AS ซิลลิ่งง่ายๆ แต่หุ้นแทบไม่มีการซื้อขาย

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

กรณีศึกษา AS ซิลลิ่งง่ายๆ แต่หุ้นแทบไม่มีการซื้อขาย
กรณีศึกษา AS ซิลลิ่งง่ายๆ แต่หุ้นแทบไม่มีการซื้อขาย

ราคาหุ้น AS (เอเชียซอฟท์) ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ที่เคยโด่งดังในไทย ปรับขึ้นชนเพดานติดต่อกัน 2 วันทำการ หลังจากมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่พลิกกลับมาทำกำไรได้มากกว่า 30 ล้านบาท (0.09 บาทต่อหุ้น) เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขาดทุน

 

ผมเคยเขียนถึง AS ว่ามันเป็นเรื่องแปลกมาก ที่บริษัทที่เป็นตัวแทนเกมออนไลน์ในไทยที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ กลับเสื่อมถอยลงอย่างไม่เป็นท่า โดยมีผลประกอบการที่แย่ลงเรื่อยๆ

 

คนในวงการเกมออนไลน์เองจะรู้ดีว่า การบริหารงานเกมของ AS นั้นค่อนข้างจะแย่ เนื่องจากในช่วงที่เกมออนไลน์ที่ AS บริหารอยู่นั้นโด่งดัง มีจำนวนผู้เล่นเป็นจำนวนมาก การดูแลที่ไม่ทั่วถึงอาจเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง

 

แต่ผมก็พอเข้าใจความยากลำบากของผู้ให้บริการเกมพอสมควรนะ เกมออนไลน์จะมีผู้เล่นที่ “จ่ายหนัก” “จ่ายน้อย” และเล่นฟรี (แต่เกมสมัยก่อนเป็นแบบ air time คือจ่ายค่ารายเดือนเล่น ทุกคนต้องจ่ายเพื่อเล่นอยู่แล้ว)

 

การกระทำผิดของผู้ที่จ่ายหนัก มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตัดสินใจว่าควรจะแบนหรือลงโทษผู้เล่นกลุ่มนั้นหรือไม่ เพราะถ้าแบนไปตัวเกมก็มีโอกาสเสียรายได้ก้อนโต แต่ถ้าไม่แบน ผู้เล่นที่มีมารยาทดีๆ แต่เน้นเล่นฟรี ก็จะไม่พอใจ

 

การ balance กันระหว่างรายได้กับสังคมในเกม จึงน่าจะเป็นเรืองที่ยากมาก

แต่สำหรับ AS แล้ว มันมีประเด็นอื่นมากมายนัก ที่ทำให้คนเล่นรู้สึกเอือมระอา แต่จำเป็นต้องเล่น เพราะตอนนั้นมีทางเลือกไม่มากนัก

 

การเปลี่ยนแปลงของกระแสเกมออนไลน์อย่างรวดเร็วจากเครื่องเดสทอป มาเป็นเกมบนมือถือ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ AS เพลี่ยงพล้ำ นั่นเพราะ AS ขยับปรับตัวได้ช้ามา

บริษัทยังคงเน้นการให้บริการเกมบนเดสทอป โดยมีเกมบนมือถือน้อยมาก

แต่การเจาะเข้าเป็นผู้ให้บริการเกมมือถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะส่วนใหญ่แล้ว เจ้าใหญ่ระดับเอเชีย เช่น Tencent Nexon พวกนี้กินรวบไปหมด จึงไม่มีที่ว่างสำหรับ AS

 

เราต้องยอมรับว่า ยุคนี้เป็นยุคทองของเกมบนมือถือจริงๆ ยิ่งถ้าเกมมีกระแสดี ได้ผู้จัดจำหน่ายที่ดี มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี ก็สามารถจะโกยรายได้ได้อย่างมหาศาล

สมัยก่อนที่เราเล่นเกมพวก Hayday Candy Crush Saga พวกนั้น เราอาจบอกว่า ราคาไอเทมที่เกมเหล่านั้นขายนั้นแพงแล้ว

แต่หากเทียบกับเกมในปัจจุบัน เช่น Ragnarok Mobile / Overhit / Spiritwish หรือเกมขึ้นหิ้งอย่าง ROV ต้องบอกเลยว่า เทียบกันไม่ติดเลย

 

ผมยกตัวอย่างเช่นเกม Spirit wish มีการขายตัวละครตัวใหม่ในราคาสูงถึงราว 1500 บาท

แม้ว่าเราจะสามารถรอเก็บสะสมเพชรในเกมเพื่อไปรอลุ้นสุ่มกาชาในเกมได้ แต่มันก็ไม่ชัวร์ว่าจะได้หรือไม่ได้

นักเล่นเกมที่ต้องการความก้าวหน้า ความเก๋ากว่าใครในเซิฟเวอร์ ก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อตัวละครนั้น

 

ธุรกิจเกมออนไลน์โดยเฉพาะบนมือถือ จึงถือเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับบริษัทระดับ AS ที่จะไปต่อกรกับผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกได้

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ที่ประกาศกำไรออกมาราว 30 ล้านบาท หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ผมเข้าไปอ่านงบมาหมดแล้ว ก็เห็นว่า เป็นกำไรที่มาจากการดำเนินงานล้วนๆเลย ไม่มีรายการพิเศษใดๆ

 

โดยบริษัทมีรายได้จากการเปิดตัวเกมในไตรมาส 2 และ 3 และยังคงสร้างรายได้ดีอยู่ ในขณะที่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม

ราคาที่ปรับขึ้นชนเพดาน 2 วันที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

 

นั่นเพราะหากเรามองว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะอยู่ในสภาวะแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ นั่นคือ มีกำไรได้สัก 30 ล้านบาทต่อไตรมาส หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น

 

หากทำได้ทุกไตรมาส ทั้งปีก็ควรมี EPS 0.36 บาท หากประเมินให้บริษัทมี PE เพียงแค่ 10 เท่า ราคาหุ้นก็ควรจะอยู่ที่ 3.60 บาท

 

จำนวน Free float ของหุ้นก็ต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่ากับว่าในตลาดมีหุ้นหมุนเวียนเพียงแค่ 80 ล้านหุ้น

 

แต่ว่า 2 วันที่ผ่านมาที่ราคาหุ้นขึ้นชนเพดาน มีการซื้อขายกันแค่ 4.3 ล้านหุ้นเท่านั้น

แต่ แต่ แต่ แต่ ………….. เน้นเลยนะครับ

 

1. การที่บริษัทมีกำไรน้อยมาก การแกว่งตัวของกำไรอาจสูงมาก เพราะหากมีรายการพิเศษบางอย่างเกิดขึ้น หรือบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้แย่ลง หรือรายได้จากเกมลดน้อยลง เพียงแค่ไม่มาก ก็จะส่งผลให้กำไรสุทธิเปลี่ยนแปลงได้มาก

นับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่นักลงทุนควรต้องทราบไว้หากคิดจะเข้าซื้อหุ้นที่มีฐานกำไรต่ำ

 

2. growth ของบริษัทอยู่ตรงไหน?? หากเราประเมินว่า บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ 20 – 30 ล้านบาทต่อไตรมาส แม้ราคาหุ้นจะขึ้นต่อไปได้ เพราะปัจจุบันมันถูกเกินไป แต่มันจะไปได้เพียงแค่จุดหนึ่งแล้วก็จะหยุด นั่นเพราะไม่มีอะไรที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่า บริษัทจะสามารถเติบโตกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

 

3. บริษัทถูกตลาดขึ้นเครื่องหมาย C เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นไม่ถึงครึ่งของทุนจดทะเบียน อาจทำให้หลายคนกังวลในสถานะทางการเงินของบริษัท แต่หากบริษัทสามารถรักษาระดับกำไรได้ราว 20-30 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 2 ปี ก็คงจะได้ปลดเครื่องหมาย C เว้นเสียอย่างเดียวหากมีคนใจดี ใจป้ำ แปลงสภาพวอแรนท์เข้ามา ก็อาจทำให้ปลดเครื่องหมาย C ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

 

== ประเด็นที่น่าสนใจ ==

หุ้นตัวนี้อยู่ในมือผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนมาก มี free float เพียงแค่ 20% แต่ในขณะที่หุ้นขึ้นเพดาน 2 วันติดต่อกัน กลับไม่มีใครคิดจะขายหุ้นออกมา (ดูจากจำนวนหุ้นที่เทรดเพียง 4 ล้านหุ้นใน 2 วัน)

 

มันผิดวิสัยพอสมควรเลยทีเดียว เพราะนักลงทุนรายย่อยที่ติดหุ้นอยุ่ (ถ้ามี) คงใช้จังหวะที่หุ้นขึ้นมามากกว่า 60% นี้ทยอยขายหุ้นออกมากันบ้างแล้ว แต่หากใครตามดู bid offer ตลอดวัน จะเห็นว่า แทบไม่มีหุ้นมาวาง offer ขายด้วยซ้ำ แปลกมากจริงๆ

 

สำหรับคนที่คิดจะซื้อ ต้องรับรู้ไว้ก่อนเลยว่าหุ้นตัวนี้ยังคงมีความเสี่ยงในแง่ของ“การเติบโต” และสภาพคล่องของหุ้นที่น้อยมาก

 

จุดเดียวที่น่าสนใจก็คือ หากจุดนี้คือฐานรายได้ปกติของบริษัทได้นับจากนี้ ราคาในกระดานมันถูกเกินไป ก็แค่นั้น

วัฒนา ชื่นจิตรวงษา

เจ้าของเพจ Wattana Stock Page นักลงทุนต้นแบบในการเจาะลึกข้อมูลอย่างจริงจัง ก่อนจะเข้าไปลงทุนในบริษัทหนึ่งๆ 

FB: Wattana Stock Page

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *