ปรับพอร์ตลงทุนรับกำไรบจ.ดิ่ง   หวังเงิน LTF ต่อลมหายใจตลาดหุ้น

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ปรับพอร์ตลงทุนรับกำไรบจ.ดิ่ง    หวังเงิน LTF ต่อลมหายใจตลาดหุ้น

 

จบไปแล้วกับสัปดาห์ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2562 ของบริษัทจดทะเบียน ทำให้เราพอจะเห็นภาพรวมกำไรสุทธิของทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร โดยล่าสุด ณ วันที่ 20 พ.ย. 2562 มีบริษัทจดทะเบียนใน SET แจ้งผลประกอบการแล้ว 523 บริษัท จากทั้งหมด 617 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 201,704.19 ล้านบาท ลดลง 19.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ mai มีบริษัทจดทะเบียนแจ้งผลประกอบการแล้ว 159 บริษัท จากทั้งหมด 163 บริษัท โดยมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 4,721.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 172.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากรวมทั้งสองตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีกำไรสุทธิทั้งหมดอยู่ที่ 206,425.76 ล้านบาท ลดลงราว 18.55% จาก 9 เดือนของปีก่อน

           

 

จากตัวเลขดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ผิดจากคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่มองว่าปัจจัยกดดันต่างๆ อาจทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มออกไม่ค่อยดีนัก ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลง จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่า หลังจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะมีปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่ และหากมีจริงตลาดหุ้นละจะเป็นอย่างไร รวมถึงนักลงทุนอย่างเรายังลงทุนได้อยู่ไหม?

 

 

เล็งปรับลดประมาณการกำไรบจ. ปีนี้

 

 

ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3/2562 ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาติดลบเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ แต่หลักๆ เราให้น้ำหนักกับกำไรสุทธิทั้งปีมากกว่า

 

 

โดยภาพรวมมีโอกาสที่จะปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2562 ลงราว 3.62 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 3.6% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะทำได้ 9.9 แสนล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น หรือ EPS ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 106 บาทต่อหุ้น ลดลงมาเหลือ 96.99 บาทต่อหุ้น

 

 

ทั้งนี้จะมีการปรับลดประมาณการกำไรทั้งปีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ แนวโน้มการกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4/2562 และการประชุมของนักวิเคราะห์กับบริษัทจดทะเบียนในแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกำไรบริษัทจดทะเบียน 9 เดือนอยู่ที่ 6.96 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา

 

 

ในส่วนของ SET INDEX มองว่ายังมีกรอบการเคลื่อนไหวจำกัด คาดว่าดัชนีสิ้นปี 2562 จะอยู่ที่ 1,596 จุด บนพื้นฐาน P/E ที่ 16.45 เท่า ส่วนดัชนีปลายปี 2563 คาดจะอยู่ที่ 1,735 จุด บนพื้นฐาน P/E 16.45 เท่าเช่นกัน

 

 

แนะลงทุนหุ้นที่มีกำไรโตต่อเนื่อง

 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในสถานการณ์แบบนี้เราแนะนำธีมการลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการไตรมาส 4/2562 โดดเด่น รวมถึงมีปัจจัยหนุนต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ราคา fair value ที่ 20.1 บาท และ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ราคาfair value ที่ 15.7 บาท

 

นอกจากนี้ เรามีมุมมองการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยแนะนำลงทุนในหุ้นไทยประมาณ 40% ตราสารหนี้ 30% หุ้นต่างประเทศ 10% ETF 10%  และ ตลาดเงิน (Money Market) อีก 10%

 

 

 ดัชนีไม่น่าหลุด 1,578 จุด

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการ อาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เคยให้ความเห็นไว้ในรายการ MARKETS NOW ว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/2562 ที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยสิ่งที่น่ากังวล คือ อาจทำให้แรงกดดันจากการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการปรับลดประมาณการกำไรในปีนี้ยาวไปจนถึงปี 2563

           

 

ส่วนกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของปีนี้ประเมินว่าจะอยู่ที่ราว 92-93 บาทต่อหุ้น บนพื้นฐานสมมติฐานกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปีที่ 920,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดหุ้นซื้อขายบน P/E 16 เท่า และ EPS ประมาณ 96 บาทต่อหุ้น จึงมองว่ายังมี downside ที่จะถูกกดลงได้อีก

           

 

ทั้งนี้ ตลาดอาจไม่ได้ให้น้ำหนัก EPS ของปีนี้ อาจไปให้น้ำหนัก EPS ในปี 2563 ซึ่งมีการประเมินไว้ที่ราว 106 บาทต่อหุ้น และมีความเป็นไปได้ที่จะไปถึงตัวเลขดังกล่าวจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น หากมีการปรับลด EPS มองว่าจะไม่ต่ำกว่า 104 บาทต่อหุ้น ขณะที่ P/E ที่เรารับได้อยู่ที่ 15 เท่า นั่นหมายความว่า downside risk ของ SET INDEX ในช่วงที่มีการปรับประมาณการอยู่ที่ประมาณ 15-30 จุด ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาดูว่าปัจจัยกดดันจะมากอย่างที่คิดหรือไม่ และหากมีการปรับลดประมาณการแต่ไม่ต่ำมาก SET INDEX อาจลงไม่มากขนาด 15-30 จุด

           

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยคงไม่ทำ new low ต่ำกว่า 1,578 จุด ทำให้มองว่าแรงปรับลดประมาณการอาจไม่เยอะมาก เรายังคาดหวังว่าตลาดหุ้นจะมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาภายในสิ้นปีนี้หรือปีหน้า โดยอาจขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,640 – 1,672 จุด ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความคาดหวังว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า แรงซื้อกองทุน LTF ในปลายปี การทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะมีทิศทางบวก รวมไปถึงข่าวบวกอื่นๆ ประกอบปัจจัยกดดันในประเทศทั้งจากการตั้งสำรองตาม พ.ร.บ. แรงงานฉบับใหม่ กลุ่มพลังงานที่ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และกลุ่มอสังหาที่ชะลอตัวจากเกณฑ์ LTV น่าจะปรับตัวดีขึ้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *