โค้งสุดท้ายลงทุนกองทุนแฝด LTF – RMF

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

โค้งสุดท้ายลงทุนกองทุนแฝด LTF – RMF

อีกเดือนกว่าๆจะสิ้นปี 2562 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของมนุษย์เงินเดือนที่จะลงทุนกองทุนเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 

สำหรับปีนี้ปีหมู ถือเป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว  ซึ่งเป็น“ปีที่ไม่หมู”สำหรับคนลงทุนในตลาดทุน ไม่ว่าจะเล่นตราสารหนี้  กองทุนรวมและหุ้น

ในส่วนของการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ( SET Index) สามารถปรับตัวขึ้นมาอย่างทำสถิติสูงสุดถึง 1740.91 จุด เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นก็เข้าปรับฐานและไหลลงต่อเนื่อง 

เพราะมีปัจจัยลบรุมเร้าจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ดัชนีไหลลงมาหลุดแนวรับใหญ่บริเวณ 1,600 จุด หลังจากนั้นปรับตัวขึ้นสลับลงในกรอบแคบ โดยดัชนีต่ำสุดรอบปีอยู่ที่ 1,591.21จุด เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2562 

จะเห็นว่าช่วงไตรมาส 3 มีความผันผวนสูงมาก จากดัชนีที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด และไหลรูดลงมาต่ำสุด ปัจจุบันนี้กำลังเข้าสู่ไตรมาส 4 ดัชนีแกว่งตัวขึ้นสลับลงโดยล่าสุด (15พ.ย.) ดัชนีปิดตลาดที่ 1,602.23 จุด 

ปีนี้ ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับปัจจัยลบ“ หนัก” กว่าปัจจัยบวกที่มองแทบไม่เห็น

ซึ่งปัจจัยลบที่หน่วงต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลกมากที่สุด คือ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นเป็นระลอก ซึ่งเอฟเฟคแรงสุด เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ที่มีการตอบโต้การเก็บภาษีสินค้านำเข้าซึ่งกันและกัน 

อีกปัจจัย  สัญญานเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย นำโดยเยอรมัน  และการคาดการณ์สหรัฐ อาจจะเห็นเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ในปีหน้าเช่นกัน  

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบใหญ่อื่นๆอีก เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกที่อยู่ระดับต่ำ ปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หรือเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การเลือกตั้งของหลายๆประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างปี ล้วนกดดันบรรยากาศการลงทุนตามไปด้วย

ท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ไม่ดี ประเทศต่างๆทั่วโลก จึงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  ขณะที่บางประเทศ เกิดปัญหาดอกเบี้ยติดลบแล้ว เช่นญี่ปุ่นและบางประเทศในยุโรป บางประเทศใช้ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและทำ QE(มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ)  เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ  เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบให้มีสภาพคล่องสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อเงินไหลเข้าตลาดหุ้นนัก ซึ่งปกติช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ เงินมักจะไหลเข้าตลาดหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูง แต่สถานการณ์ปัจจุบัน นักลงทุนลดเสี่ยงจากการลงทุนหุ้น เพราะความไม่แน่นอนของหลายปัจจัยในต่างประเทศที่เกิดขึ้นเวลานี้ ล้วนแต่เป็นผลลบต่อเศรษฐกิจโลก  

ล่าสุด (ต.ค.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์ปีนี้ เศรษฐกิจโลกเติบโต 3%ต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2551 และปีหน้า ขยายตัว 3.4% ซึ่งจะเห็นการฟื้นตัวเพียงกลุ่มอุจสาหกรรมด้วย 

ท่ามกลางการคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ย.นี้ ดัชนีปรับตัวลงในแดนลบมากกว่าแดนบวก  ซึ่งถือเป็นจังหวะเหมาะสำหรับคนที่วางแผนจะลงทุนในกองทุนรวมเพื่อรับสิทธิลดหน่อยภาษี

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่จะซื้อกองทุน LTF มากกว่า  RMF สาเหตุเพราะเงื่อนไขกองทุน LTF มีความคล่องตัวสูงในหลายๆด้าน โดย กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ไม่ตำ่กว่า65%ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุน (NAV)  และสามารถจ่ายปันผลรายปีได้  ที่สำคัญไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี 

ผู้ลงทุนกองนี้จะสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วนไม่เกิน 15%ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี หรือไม่เกิน 500,000 บาท โดยถือครองกองทุนเป็นระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน โดยซื้อช่วงไหนของปี ให้เริ่มนับเป็น 1ปี 

อย่างไรก็ตาม ปี 2562 เป็นปีสุดท้ายที่รัฐเปิดให้นำเงินลงทุนมาหักภาษีลดหย่อน ส่วนปีหน้า รัฐบาลกำลังดีไซน์กองทุนรูปแบบใหม่อยู่ ซึ่งเมื่อชัดเจนจะมาอัพเดตกันต่อไป

ส่วนกองทุน RMF ซึ่งถือง่าเป็นกองทุนที่ออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ  รัฐจึงกำหนดเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรือหยุดซื้อเว้นวรรคได้แค่ 1 ปีเท่านั้น และกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ 3%หรือ 5,000 บาท แล้วแต่วงเงินไหนต่ำกว่ากัน โดยเงินลงทุนเพื่อหักลดหย่อนภาษีเงินได้  ไม่เกิน 15%เช่นกัน 

หรือเต็มเพดาน 500,000 บาท (นับรวมเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ) แต่ระยะเวลาลงทุนต้องมากกว่า 5 ปี (นับวันชนวันที่เข้าลงทุนจึงคืดเป็น 1 ปี) และอายุเกิน 55 ปีด้วย จึงขายคืนกองทุนหรือถอนเงินออกมาได้ กองทุน RMF จะเงื่อนไขสูงกว่าLTF แต่กองทุนนี้จะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า 

 สำหรับแนวโน้มเงินลงทุนใน2 กองทุนแฝดในปีนี้ ข้อมุลจาก “มอนิ่งสตาร์ไทยแลนด์” พบว่า ช่วงไตรมาส3 ที่ผ่านมา พบว่ามีเงินไหลเข้ากองทุน LTFทั้งสิ้น2.6 พันล้านบาท แต่เมื่อรวมทั้ง9 เดือน พบว่า เงินไหลออกสุทธิทั้งสิ้น  -1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามีเงินไหลออกสูงกว่าช่วงเดียวกัปปีที่แล้ว ที่ไหลออกเพียง-1.7 พันล้านบาท

โดยช่วงที่เห็นเงินไหลออกมาก คือ ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ที่มีเงินไหลออกสุทธิมากกว่า9 พันล้านบาท  ซึ่งค่อนข้างสูงเทียบกับในอดีต ซึ่งการขายกอง LTF ที่ครบอายุไถ่ถอนในช่วงดังกล่าว ถือเป็นช่วงจังหวะดี เพราะตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางปรับตัวขาขึ้นสูงสุดในรอบปี

            ด้านกองทุน RMF  ในไตรมาส3 กลับพบว่ามีเงินไหลข้าราว4.1 พันล้านบาท และ9 เดือนมีเงินไหลเข้าสุทธิ1.2 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่คนยีงเข้าลงทุนในกองทุน RMF-Fixed Income หรือประเภทตราสารหนี้

            ข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ปีนี้เห็นเงินเคลื่อนไหวในกองทุน RMF ประเภทลงทุนหุ้น  เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย มูลค่าสินทรัพย์สุทธิสุทธิ1.4 แสนล้านบาท(ณ สิ้น ก.ย.2562 ) เพิ่มขึ้น8.9% ขณะที่กองทุน RMF ประเภทลงทุนตราสารหนี้8.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น14.2%และกองทุน RMF Allocation5.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น4.9% ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินรวมในกองทุน RMF ทั้งหมด 2.9 แสนล้านบาท จากจำนวน217 กองทุน

            แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนในกอง LTF ยังสูงอยู่ โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม3.9 แสนล้านบาท ภายใต้กองทุนรวม93 กองทุน หากดูผลตอบแทนเฉลี่ยของ2 กองทุนในรอบ3 เดือนถึง1 ปี  พบว่า กองทุน LTF และ RMFลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดที่แกว่งตัว

ขณะที่กองทุน RMF-Other กลับให้ผลตอบแทนสูงสุดในบรรดากองทุนประหยัดภาษี ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากกองทุนรวมทองคำในปีนี้ที่ปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาทองคำโลก  

โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ราคาทองคำโลกได้อานิสงส์จากปัจจัยที่เข้ามาใหม่ คือ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงติดต่อกัน3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา และจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่รุนแรงชึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงสุด จากช่วงต้นปีเปิดตลาดอยู่ที่1,282.4 ดอลลาร์/ออนซ์ ค่อยๆขยับขึ้นสลับลงไม่แรงมาก 

จนกระทั่งเข้าสู่กลางปี ตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นมา ราคาทองคำขยับขึ้นมาราว1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และปรับตัวขึ้นทำนิวไฮ1,557 ดอลลาร์/ออนซ์ ในช่วงต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดรอบกว่า6  ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงครามการค้าเริ่มมีการเจรจาทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำโลก ปรับตัวลดลงมาและในเดือนพ.ย. ทรงตัวอยู่บริเวณ1,460 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้นจากต้นปี280 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือขึ้นราว14%ในปีนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนระยะยาวตั้งแต่3-10 ปี ของกองทุนทองคำ จะเป็นภาพกลับกันของกองทุนทองคำที่ยังให้ผลตอบแทนต่ำ ในขณะที่กองทุนหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสุงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น(ดูตารางประกอบ)

ทั้งนี้ ผลตอบแทนของกองทุนตั้งแต่แต่ต้นปี ถึง สิ้นก.ย.2562 ((YTD)กองทุนทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุด13.21%  ตามด้วยกองทุนลงทุนหุ้น8.68% และ กองทุน LTF5.62% ส่วนกองทุน RMF ลงทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนอยู่ที่2.15% 

หากดูผลตอบแทน3 ปี กองทุนRMF ลงทุนหุ้น จะให้ผลตอบแทนสูงสุด5.06%ต่อปี เนื่องจากสามารถบริหารพอร์ตได้ยืดหยุ่นระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ ขณะที่กองทุน LTF ผลตอบแทนอยู่ที่4.46%

ประเด็นหลักในการเลือกซื้อกองทุนรวม คือ การดูรายละเอียดไส้ในของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆ ลงทุน ว่า หุ้นอยู่ในกลุ่มธุรกิจใดและ มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มเป็นอย่างไร ความเสี่ยงของธุรกิจ เป็นต้น การพิจารณาผลตอบแทนของกองทุนในระยะยาวเป็นอย่างไร  เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดและต่ำสุด เพราะเหตุใด เป็นต้น ดังนั้น การจะเลือกซื้อกองทุนจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาและสอบถามพูดคุยกับผู้ขายกองทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อกองทุน จะต้องประเมินระดับความเสี่ยง ที่คุณสามารถรับได้ในระหว่างทางที่ถือกองทุนนั้นๆอยู่ เพราะทั้งกองทุน LTF และ RMF เป็นกองทุนที่ต้องถือเป็นระยะเวลานาน และหากผู้ที่ถือกองทุนทั้ง2 กองทุนนี้ครบอายุ ควรจะพิจารณาไถ่ถอนเงินออก เพื่อหาโอกาสในการลงทุนอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า หรือหากอยากลงทุนในหุ้น สามารถเลือกที่จะซื้อกองทุนหุ้นทั่วไป

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : บริษัทจดทะเบียนไทย กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2562 ลดลง 15%

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *