อึ้ง!!คนเจนแซดมือเติบ กุมขมับแก้หนี้ครัวเรือน

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

อึ้ง!!คนเจนแซดมือเติบ กุมขมับแก้หนี้ครัวเรือน
สัปดาห์นี้ไปดูสภาพหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ เฉลี่ย 340,053 บาท กลุ่มคนเจนแซด “มือเติบ” ใช้จ่ายกันอย่างฟุ่ยเฟือยเกินตัว

น่าเป็นห่วง!!! ไม่เลิก…ไม่รา… กับปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนไทย ที่แนวโน้มดูแล้วยังไม่ดีขึ้น หลังจากล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาระบุว่า ในปี 62 สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย เฉลี่ยอยู่ที่ครัวเรือนละ 340,053 บาท

ที่สำคัญ…มูลหนี้จำนวนนี้กลับกลายเป็นมูลหนี้ ที่สูงที่สุดในประวัติศาสต์ประเทศไทยกันทีเดียว รววมทั้งยังเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 7.4% โดยปีที่แล้ว หรือปี 61 มีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 3.16 แสนบาท

จำนวนหนี้ครัวเรือน 340,053 บาท นี้ สามารถแยกเป็นหนี้ในระบบ 59.2% อีก40.8% เป็นหนี้นอกระบบ ขณะที่การผ่อนชำระหนี้นอกระบบรายเดือน ก็เพิ่มสูงขึ้น 0.56% หรือเฉลี่ยที่เดือนละ 5,222 บาท และส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ10,000 บาท ที่หันไปใช้บริการหนี้นอกระบบ

ขณะเดียวกันศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุว่า ตั้งแต่ทำการสำรวจเรื่องหนี้ครัวเรือนมาตั้งแต่ปี 52 พบว่าในปี 62 นี้ จำนวนหนี้ก็พุ่งเป็นประวัติศาสตร์อีก 1 ปี หลังจากที่ปี 61 นั้นก็ถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์มาแล้วเช่นกัน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ บอกว่า ในปี 61 จำนวนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 3.16 แสนบาท เพิ่มขึ้นจากปี 60 ประมาณ 5.8% ที่มีจำนวนหนี้ครัวเรือนที่ 2.99 แสนบาท อาจเรียกได้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เคยร้อนแรงในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็กลับมาพีก กลับมาฮอตร้อนแรงเข้าอีก

ที่น่าสนใจ!!! อยู่ที่จำนวนหนี้ครัวเรือนในปี 62 ที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ บรรดาเด็กรุ่นใหม่ในกลุ่มคน “เจนแซด” คือคนที่เกิดหลัง พ.ศ.2543 เป็นต้นไป นั่นแหล่ะ ที่กำลัง“มือเติบ” ใช้จ่ายกันอย่างฟุ่ยเฟือย เกินตัว โดยเฉพาะบรรดากลุ่มผู้หญิงที่ซื้อสินค้าบ่อยครั้งหรือซื้อจุกจิก ซื้อโน่นซื้อหนี้ อะไรถูกใจก็ซื้อ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีสาเหตุมาจาก การรวยขึ้นของคนไทยแล้วหันมาใช้จ่ายแบบไร้เงินสด เรียกว่าเข้าธีมที่รัฐบาลต้องการ โดยคนกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่ก็อาจรวยขึ้นจากการลงทุน การทำอาชีพเสริม อะไรเทือกนี้

ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ทำให้บรรดาสาวฉันทนา หนุ่มโรงงาน หรือใครต่อใครอีกหลายคน ที่ต้อง “ตกงาน” หรือได้รับเงินค่าจ้างลดลง ทั้งค่าจ้างประจำ ค่าจ้างพิเศษ จนเงินไม่พอใช้ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย

นี่…ยังไม่รวมอีกสารพัดสาเหตุ ที่ทำให้คนกลายเป็นหนี้มากขึ้น จะด้วยกิเลส จะด้วยความจำเป็น จะด้วยขาดวินัย จะด้วยมีความรู้ทางการเงินไม่พอ หรืออีกมามายหลายสาเหตุก็ตาม

เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า “น่าเป็นห่วง” เพราะอย่าลืมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า ยังดูทีท่าไม่ดีนัก ต่อให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การขยายตัวก็เป็นอัตราที่น้อยลง

นั่นหมายความว่า รัฐบาลต้อง“จัดหนัก” ในการหามาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจให้“ติดเครื่อง” ให้ได้ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก ปีหน้า หากสัญญาณชีพเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ยังฟื้นไม่ขึ้น

อนาคต…ก็เห็นแววกันแล้วว่า “ลำบาก” แน่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น โอกาสของการเป็นหนี้ ก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นไปอีก สุดท้ายสัดส่วนหนี้ครัวเรือนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

อย่าลืมว่าในเวลานี้ หนี้ครัวเรือนไทยต่อสัดส่วนของจีดีพี อยู่ที่ระดับ 78% หากเมื่อใดที่ไต่ทะลุเพดานขึ้นไปยืนอยู่เหนือ 80% อาการน่าเป็นห่วงก็จะตามมาให้เห็นกันทีเดียว

แม้ที่ผ่านมา รัฐบาล “บิ๊กตู่” จะเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีกเป็นระลอกที่ 3 โดยคาดหวังว่า ในช่วง 1-2 เดือนนี้จะมีเงินเข้าระบบไปทันที 80,000 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าน่าจะมีเงินอัดฉีดเข้าระบบได้อีก 60,000-70,000 ล้านบาทหรือพูดง่าย ๆ นั่นแหล่ะ ว่ามาตรการรอบนี้ ทั้ง 3 ชุดมาตรการจะทำให้มีเงินเข้าระบบไปไม้น้อยกว่า 1.44 แสนล้านบาท ซึ่งจะเข้าไปช่วยหมุนเงินในระบบฐานรากให้เดินหน้าได้ เพราะหนึ่งในชุดมาตรการ รัฐบาลได้พักหนี้เงินต้นให้กับบรรดาสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นเวลา 1 ปี และยังเดินหน้าให้เงินกับกองทุนหมู่บ้านอีกหมู่บ้านละ 2 แสนบาท หากไปใช้ทำโครงการที่ช่วยชุมชน เช่นทำยุ้งฉาง ทำถนนหนทาง และยังอัดเงินให้ค่าเกี่ยวข้าวชาวนา เพิ่มให้อีกไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ นั่นหมายความว่า ชาวนา ก็มีเงินในมือเพิ่มอีก 10,000 บาท

ส่วนการใช้เงินจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลเพียงใด หรืออาจ “หัวหมอ” นำไปใช้หนี้แทน ก็แล้วแต่หนทางใครหนทางมัน แต่ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงหรือเปล่า ก็ต้องมารอดูการอัดฉีดรอบนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยยันเศรษฐกิจให้ยืนอยู่ให้ได้อย่างน้อย 2.6% ในปีนี้ และจะสามารถกลับมาพุ่งทะยานต่อเนื่องได้ในปี 63 ถ้ามาตรการเวอร์ค เดินหน้าได้ดี เศรษฐกิจภาพใหญ่หรือโดยรวมอาจขยับดีขึ้น ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีพีดีลดลงตามไปด้วย

แม้ว่าตัวเลขจะสวยงาม สัดส่วนจะดีขึ้น แต่หากใช้เงินไม่ถูกที่ถูกทาง ต่อให้รัฐบาล ให้ทางการเข้ามาช่วยแค่ไหน ก็ปลดหนี้ไม่ได้ อย่างที่บอก เรื่องนี้น่าสนใจ…อยู่ที่ “คนเจนแซด” ที่หันมาเป็นหนี้มากขึ้น นี่สิ!! เรื่องใหญ่ ที่ต้องจับตาดูกันยาวๆ ต่อไป.

…………………………………

คอลัมน์ :เศรษฐกิจจานร้อน

โดย *“ช่อชมพู” *

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *