ขนาดตลาดหุ้น vs. ขนาดจีดีพีไทย ใครใหญ่กว่ากัน

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ขนาดตลาดหุ้น vs. ขนาดจีดีพีไทย ใครใหญ่กว่ากัน

ช่วงนี้มีหลายคนสงสัยว่าเศรษฐกิจไม่ดี สามารถลงทุนในตลาดหุ้นดีมั้ย หรือควรจะเก็บเงินไว้จะดีกว่า วันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลขนาดของ “ตลาดหุ้นไทย” มาฝากกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แม้ว่าหุ้นอาจจะไม่ได้ขึ้นมาก แต่ยังมีเหตุผลดีๆ ที่เราควรลงทุนในตลาดหุ้น
ถ้าดูมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) ข้อมูล ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานว่า ตลาดหุ้นไทยมีมาร์เก็ตแค็ป 5.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าแปลงค่าเงินบาทก็อยู่ที่ 17.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 4 ปีที่แล้วที่มีมาร์เก็ตแค็ป 3.49 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.55 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 6.5 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ยิ่งถ้าเทียบในภูมิภาคเดียวกันอย่างตลาดอาเซียน จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยโตขึ้นอย่างชัดเจนที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 เทียบกับ 2562) เทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ดังนี้
ตลาดหุ้นสิงคโปร์โตที่มีมาร์เก็ตแค็ป 19.34 ล้านล้านบาท    ขึ้นมาเป็น 20.82 ล้านล้านบาท
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีมาร์เก็ตแค็ป 10.67 ล้านล้านบาท     ขึ้นมาเป็น 15.44 ล้านล้านบาท
ตลาดหุ้นมาเลเซีย มีมาร์เก็ตแค็ป 11.57 ล้านล้านบาท       ขึ้นมาเป็น 11.82 ล้านล้านบาท
ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ มีมาร์เก็ตแค็ป 8.73 ล้านล้านบาท        ลดลงเป็น 8.19 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ถ้าดูเฉพาะหุ้นใหม่หรือหุ้นไอพีโอ ตลาดหุ้นไทยเป็นเบอร์หนึ่ง แซงหน้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยมูลค่าหุ้นไอพีโอ 4 ปี (2558-2562) อยู่ที่ 5.46 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีมูลค่าหุ้นไอพีโออยู่ที่ 3.54 แสนล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้น ในช่วง 10 ปีล่าสุดอยู่ที่ 12.73% 5 ปีย้อนหลัง ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ที่ 3.41% 3 ปีย้อนหลัง ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ที่ 5.50% 1 ปีย้อนหลัง ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ที่ -1.04% และช่วงต้นปีถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2562 ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ที่ 5.40% อย่างไรก็ตามสำหรับผลตอบแทนเมื่อเทียบกับปี 2561 อาจจะติดลบเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกันทั้งหมด ผลตอบแทนตลาดหุ้นก็ยังสูงอยู่ดี
ทีนี้เรามาดูขนาดเศรษฐกิจไทยกันบ้าง ธนาคารโลก (World Bank) รายงานขนาดจีดีพีไทย 2560 มีมูลค่า 4.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแปลงเป็นเงินไทยอยู่ที่ 13.76 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วง 4 ปีที่แล้ว หรือในปี 2558 จีดีพีไทยอยู่ที่ 4.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.13 ล้านล้านบาท

 

เพราะฉะนั้นเมื่อวัดขนาดตลาดหุ้นและขนาดจีดีพีไทย จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่กว่า และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจากการระดมทุนโดยการไอพีโอ เพิ่มทุนของบริษัทที่เทรดอยู่ในตลาดหุ้นแล้ว รวมถึงการเติบโตจากราคาหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น
โดยด้านไอพีโอในเร็วๆ นี้ จะมีทั้งหุ้นตัวใหญ่อย่างบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ RCR ,บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่เตรียมเข้าตลาด ซึ่งน่าจะช่วยสร้างความคึกคักให้ตลาดได้อีกมากพอสมควร แม้ว่าการเข้าเทรดของหุ้นขนาดใหญ่ อาจจะทำให้ดัชนีฯ เคลื่อนไหวช้าลงก็ตาม
ฟากเศรษฐกิจไทย ยังมีโครงสร้างที่ต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก หรือประมาณ 70% ของจีดีพีมาจากการส่งออก เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัวจากปัจจัยต่างประเทศแน่นอน ล่าสุดทาง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือธปท.รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจ ธันวาคม 2562 ว่า  ช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าภาคส่งออกจะฟื้นตัวขึ้น จากปัจจัยฐานการส่งออกไตรมาส 4/2561 อยู่ระดับต่ำ และเรื่มเห็นสัญญาณสินค้าส่งออกในบางหมวดที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ส่วนประกอบรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังมีความกังวลว่าการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวสูงขึ้น มาจากมาตรการชิมช็อปใช้ ดังนั้นจึงยังจะต้องพิจารณาตัวเลขการบริโภคของเดือนพฤศจิกายนก่อนอีกครั้ง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเดือนตุลาคม กลับมาหดตัวตามรายจ่ายลงทุน
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมิน แนวโน้มเศรษฐกิจ 2563 ว่าโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอต่ำกว่าที่ผ่านมา น่าจะมีไม่มากแล้ว แต่การปรับดีขึ้นก็อาจจะไม่เห็นชัดเหมือนในที่ผ่านมา บวกกับมีปัจจัยบวกรออยู่ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่เลื่อนจากปีนี้ไปปีหน้าแทน การลงทุนภาคเอกชนที่ได้อานิสงส์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐ ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศอย่างทิศทางการค้าโลกที่มีสัญญาณดีขึ้น

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *