เราควรจะสนใจ “มูลค่าทางบัญชี” (Book Value) อยู่อีกไหม ?

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

เราควรจะสนใจ “มูลค่าทางบัญชี” (Book Value) อยู่อีกไหม ?

ดูเหมือนว่า “มูลค่าทางบัญชี” จะเป็นตัวเลขทางการเงินที่โดนนักลงทุน “ลืม” ไปมากที่สุด มีหลายคนแทบจะไม่สนใจมูลค่าทางบัญชี องหุ้นตัวนั้นๆเลยเพราะพวกเขาคิดว่ามูลค่าทางบัญชีไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับราคาหุ้น

 

แล้วเราควรจะยังสนใจ Book Value อยู่อีกหรือไม่ ?

 

จากการศึกษาสถิติจากหุ้นดาวโจนส์ ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคาหุ้น” และ มูลค่าทางบัญชี แทบจะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย หุ้นตัวไหนที่เล่นกันต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มันเป็นเรื่องยากมากที่จะกลับมาเล่นให้ราคาหุ้นมากกว่ามูลค่าทางบัญชี ในขณะที่หุ้นที่แพงกว่ามูลค่าทางบัญชี ก็จะแพงอยู่อย่างนั้น

 

มูลค่าทางบัญชี — เป็นตัวบอกที่ดีตัวหนึ่งว่าธุรกิจประสบปัญหาหรือไม่ สังเกตดูได้ว่าหุ้นตัวไหนมีธุรกิจที่ประสบปัญหา หรือไม่เติบโต กลายมาเป็นธูรกิจอิ่มตัว นักลงทุนจะไม่ให้คุณค่ากับมันมาก ในขณะที่หุ้นตัวไหนเติบโตดี นักลงทุนก็จะให้มูลค่าค่อนข้างมาก หุ้นจึงมีราคาแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่ตลอดเวลา

 

ครั้งหนึ่งวอเร็น บัฟเฟตต์ เคยถูกผู้ถือหุ้นเบิร์กไซด์ฮาธาเวย์ถามว่า “คุณคิดอย่างไรกับคำว่า มูลค่าทางบัญชี” บัฟเฟตต์นิ่งเงียบสักครู่ และตอบว่า “มูลค่าทางบัญชี ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณา สิ่งที่สำคัญกว่าคือการบริหารเงินลงทุนที่มีอยู่ สร้างผลตอบแทนสูงๆจากเงินที่ลงทุนไป”
นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่ามูลค่าทางบัญชีเป็นเรื่องของอดีต ในขณะที่ “การเติบโต” ต่างหาก เป็นเรื่องของอนาคตและนักลงทุนควรให้ความสำคัญมากกว่า

 

บัฟเฟตต์ ยังเน้นย้ำอีกด้วยว่า มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ไม่เท่ากับ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และในกรณีที่บริษัทเป็นไปได้ด้วยดี บริษัทจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก

 

ในหนังสือ Intelligent Investor ของเบนจามิน เกรเฮม เขียนไว้ว่าหุ้นโดยทั่วไปจะซื้อขายที่ราคาหุ้นประมาณ 3 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV = 3) แต่หุ้นที่น่าสนใจลงทุนควรมี P/BV ประมาณ 1.2 เท่า ต่ำกว่านั้นจะยิ่งดี …

ในหนังสือยังฝากขอย้ำเตือนด้วยว่า ถึงแม้ “มูลค่าทางบัญชี ” จะมีจุดอ่อนอยู่มาก แต่มันก็ถือว่าเป็นตัววัดที่มีประสิทธิภาพตัวหนึ่ง บริษัทต้องจ่ายเงินไปเท่าไรเพื่อให้ได้สินทรัพย์นั้นๆมา ถ้านักลงทุนซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่าที่บริษัทลงทุนไป จะนับเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ยิ่งหุ้นที่ซื้อขาย P/BV สูงๆ แสดงว่าบริษัทสามารถทำผลตอบแทนจากเงินลงทุนได้สูง นักลงทุนจึงให้มูลค่าสูงมาก ซึ่งผลตอบแทนที่สูงนั้นเองจะเป็นการดึงคู่แข่งให้เข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรม มีสงครามราคา มีการตลาดที่รุนแรง ผลตอบแทนที่เคยทำได้สูง ก็อาจจะลดลงได้ในอนาคต

สรุปแล้ว เราควรจะสนใจมูลค่าทางบัญชี เพราะถือเป็นตัวเลขทางงบการเงินที่นักลงทุนพิจารณาความถูกแพงควบคู่กันไป โดยดูจากค่า P/BV

*นักลงทุนไม่ควรเน้นหนักแต่ P/E หรืออัตรากำไรสุทธิเพียงอย่างเดียวครับ *

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่

www.stock2morrow.com 

FB: stock2morrow 

[email protected]

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *