กูรูแนะ 4 เคล็ดลับเจาะตลาดจีนให้ปัง!

วันนี้ monoservice ข่าวไอที จะมาพูดถึงข่าว

ตลาดจีนสำคัญอย่างไร ? หลายคนคงเคยตั้งคำถามนี้กันมากมาย และทำไมต้องไปขายในประเทศจีน  ซึ่งล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสเข้าฟังงานสัมมนา “ปลดล็อกโอกาสสร้างแบรนด์สู่ตลาดจีน” โดยผู้จัดงานครั้งนี้ คือ บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งที่มาบอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดจีนปัจจุบัน รวมทั้งแนะแนวทางให้ผู้ประกอบการไทยได้รู้กลยุทธ์ พร้อมนำเสนอแนวทางถึงวิธีการนำสินค้าไทยไปจีนอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างอยู่หมัด!

 

นางชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในประเทศจีน เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการทำตลาดในจีนตอนนี้เริ่มยากขึ้น เนื่องจากพ่อค้ารับหิ้วของจากไทยลดน้อยลงจากการออกกฎหมายใหม่ของประเทศจีนที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจรับหิ้วสินค้าจากต่างประเทศจะต้องลงทะเบียนและเสียภาษี กอปรกับค่าเงินบาทที่แข็งตัว และปัญหาสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่ยังยืดเยื้ออยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่อยากจะเข้าไปสร้างแบรนด์ในจีน เพราะคนจีนยังรักและเชื่อถือในคุณภาพของสินค้าไทยอยู่เป็นจำนวนมาก

สำรวจ 5 กลุ่มสินค้าไทยขายดี

 

ในช่วงที่ผ่านมา AVG Thailand ได้สำรวจช่องทางจำหน่ายสินค้าอีคอมเมิร์ช Tmall พบว่าสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน 5 อันดับแรก คือ 1.ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น หมอนและที่นอนยางพารา ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้มียอดจำหน่ายในประเทศจีนกว่า 2,880 ล้านบาท 2.กลุ่มขนมขบเคี้ยว ส่วนใหญ่เป็นผลไม้แปรรูป มียอดจำหน่าย 906 ล้านบาท 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ที่มียอดจำหน่าย 595 ล้านบาท 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มียอดจำหน่าย 468 ล้านบาท และ 5.กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ยาหม่อง กอเอี๊ยะ ที่มียอดจำหน่ายกว่า 34 ล้านบาท

 

 นอกจากนี้เทรนด์สินค้าไทยที่กำลังได้รับความนิยมที่เห็นได้ชัด คือ 1.เน้นเรื่องธรรมชาติ (Natural) และที่ผ่านมากลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะมีมากขึ้น เช่น นมถั่วเหลืองออร์แกนิค ผลไม้แปรรูปไม่มีน้ำตาล 2.ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ (Healthy) เพิ่มสรรพคุณให้มากขึ้น เช่น ที่นอนยางพาราสำหรับเด็ก ไม่มีสารก่อภูมิแพ้  3.สินค้าไทยแบรนด์ใหญ่ในกลุ่มคอสเมติกส์และเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ดริงค์ ที่เริ่มปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยและวางขายในร้านสะดวกซื้อตลาดต่างประเทศมากขึ้น

 

ศึกษาตลาดก่อนไป

 

ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ช หรือธุรกิจดิจิทัลนับว่าเป็นประเทศจีนมีการซื้อขายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการซื้อขายกว่า 7.65 แสนล้านสหรัฐ ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการซื้อขายอยู่ที่ 6.98 แสนล้านบาท ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงควรเข้าให้ความสำคัญกับตลาดจีนเนื่องจากเป็นตลาดที่มีการซื้อขายที่ใหญ่  แต่สิ่งที่สำคัญของการทำตลาดในประเทศจีนต้องศึกษาช่องการตลาด และศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในจีนให้ดี อาทิ ภาษาจีนที่ใช้เหมาะสมกับพื้นที่ใด วัฒนธรรมการทานอาหาร การนับถือศาสนา อื่นๆให้รอบคอบก่อนไป

 

ขณะเดียวกันในปี 2561 ที่ผ่านมาตลาดค้าปลีกในประเทศจีนมีมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางจำหน่ายบนสมาร์ทโฟนสัดส่วนราว 25% ของตลาดค้าปลีกดังกล่าว และแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมหลักๆสำหรับการซื้อขาย คือ Weibo ,  Wechat และ Redbook”

สร้างจุดขายด้วย Brand Identity 

 

นายนันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Nawin Consultant จำกัด เปิดเผยว่า แบรนด์ยังนับเป็นเรื่องสำคัญ  ผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ให้แบรนด์ หรือ Brand Identity อาทิ การสร้างสัญลักษณ์(symbol) ที่ทำให้ผู้บริโภคสะดุดตา เช่น แบรนด์ โลโก้  สี  บรรจุภัณฑ์ สโลแกน tagline หรือลักษณะร้านค้าต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด การทำให้แบรนด์ให้มี Identity ย่อมมีข้อได้เปรียบสร้างการจดจำให้ผู้บริโภคที่มากกว่า และเมื่อผู้ประกอบการไทยต้องการนำสินค้าไทยไปวางขายในตลาดจีนก็ต้องชูอัตลักษณ์ความเป็นสินค้าไทย  ซึ่ง

อาลีบาบา โต 200%

 

นายชนพัฒน์ บุญศิริ ผู้เชี่ยวชาญจาก Alibaba.com เปิดเผยว่า อาลีบาบาปัจจุบันเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการที่สำคัญ เนื่องจากอาลีบาบามีจำนวนสมาชิกที่ค้าขายกลุ่ม B2B กว่า 150 ล้านราย และมีผู้ซื้อที่ใช้งานกว่า 10 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 200 ประเทศ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ซื้อขายจำนวนมากกว่า 170 ล้านชิ้น  โดยในปีที่ผ่านมาอาลีบาบายังเป็นแพลตฟอร์มที่มีการสั่งซื้อเติบโตกว่า 200%

 

“จากข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มของอาลีบาบาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา พบกลุ่มสินค้าไทย 10 ประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ 1.เครื่องดื่มและอาหาร 2.สินค้าทางการเกษตร 3.สินค้าความสวยความงาม 4.เสื้อผ้า 5.เครื่องจักรกล 6.แร่และโลหะผสม 7.สิ่งทอและเครื่องหนัง 8.สุขภาพและการแพทย์ 9.บ้านและสวน 10.ยางและพลาสติก ซึ่งโดยส่วนตัวอยากให้ผู้ประกอบการไทยศึกษาการทำธุรกิจบนอีคอมเมิร์ซให้มากขึ้น และสิ่งสำคัญต้องทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์พร้อมกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *